 |
|
|
| |
| ข้อมูลทั่วไปประเทศอเมริกา |
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล โดยมีพื้นที่ถึง 99.9 ล้านตารางกิโลเมตร (เทียบเท่ากับ 18 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย) ส่วนกว้างของประเทศจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกมีความ กว้างถึง 4,500 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับ ประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก
|
| |
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
| ข้อมูลทั่วไปประเทศอเมริกา |
ประชากรดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาคือ ชาวอินเดียนแดงหลายเผ่า แต่ประชากรปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่างๆ ทั่วโลก ชนกลุ่มแรกที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานคือ ชาวอังกฤษและ ชาวเนเธอร์แลนด์ ต่อมามีการนำชนผิวดำจากประเทศ แอฟริกาเข้ามาเป็นทาส ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ชาวเอเชียได้ อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นโดยเข้าไป อยู่ในรัฐฮาวายมากที่สุด รัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดคือรัฐ แคลิฟอร์เนีย รองลงมาคือ รัฐนิวยอร์ค ปัจจุบันประเทศสหรัฐ อเมริกามีประชากรราว 280 ล้านคน |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
รัฐและเมืองสำคัญ |
| |
|
| |
1.Northwest States
มีรัฐ Washington, Oregon, Idaho
2.Southwest States
มีรัฐ California, Nevada, Utah, Arizona
3.North Central States
มีรัฐ Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Iowa, Missouri
4.South Central States
มีรัฐNew Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana
5.Midwest States
มีรัฐ Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky
6.Northeast States
มีรัฐ New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania, West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode Island, Connecticut, New Jersey, Delaware, Maryland, District of Columbia
7.Southeast States
มีรัฐTennessee, North Carolina, South Carolina, Mississippi, Alabama, Georgia, Florida
|
| |
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
 |
| |
ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกา เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด ไม่มีนายกรัฐมนตรี มีสภา 2 สภา คือ วุฒิสภา (Senate) และสภาผู้แทนราษฏร ( House of Representatives) ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี และเป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย พรรคการเมืองสำคัญมี 2 พรรค คือ Repubican และ Democrat ระบบการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐ กล่าวคือ รัฐต่าง ๆ 50 รัฐมีสิทธิในการปกครองตนเองสูงมาก สมาชิกรัฐสภา ผู้ว่าการทุกรัฐจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีวอชิงตันดีซี (ตั้งอยู่ในเขต District of Columbia) เป็นเมืองหลวง และเป็นศูนย์กลางของการปกครอง ภายในรัฐ แต่ละรัฐจะแบ่งการปกครองเป็นเขตเมือง เทศบาลเมือง และการปกครองระดับท้องถิ่น |
|
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
ชาวอเมริกันเป็นผู้อพยพมาจากหลากหลายวัฒนธรรม กลุ่มคนต่างๆ เหล่านี้บางกลุ่มยังคงรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของตนไว้ เช่น กลุ่มชาวจีนจะเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันในไชน่าทาวน์ ชาวอิตาเลียนจะรวมตัวกันอยู่ในลิตเติลอิตาลี เป็นต้น
ชาวอเมริกันเป็นคนที่ไวต่อการเรียนรู้และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เต็มใจที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก มองโลกกว้างและมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ อย่างหนึ่งของคนอเมริกัน และโดยทั่วไปจะยอมรับคนที่มีความคิด แตกต่างกัน ความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของประชากร ทั้งปวงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอเมริกันส่วนหนึ่งมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ
จากการมีภูมิภาคที่กว้างใหญ่ ทำให้มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม แตกต่างกันไปในแต่ละภาคเรียกว่า "ต่างที่ต่างนิสัย" หรือลัทธิภูมิภาคนิยม
ด้านภาษาอังกฤษ ภาษาพูดตามสำเนียงท้องถิ่นยังมีอิทธิพลค่อนข้างมาก ตลอดจนทัศนคติและความเห็น ความสำคัญที่ให้แก่ชาวต่าง ประเทศของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในภาคตะวันออก ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หนังสือพิมพ์จะเน้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุโรป แอฟริกาเหนือและเอเชียตะวันตก ทางภาคใต้รอบๆ อ่าวเม็กซิโกจะให้ ความสนใจแถบละตินอเมริกา และภาคตะวันตกแถบมหาสมุทร แปซิฟิกจะเน้นความสนใจในเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย
ด้านการดำรงชีวิต คนอเมริกันเมื่อครบเกษียณอายุจะครองชีพด้วย เงินประกันสังคมและเงินบำนาญอื่นๆ รวมทั้งเงินออมทรัพย์ คนชราที่ขาดแคลนจะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ พิเศษเพื่อสวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เช่นเดียวกับประชากรที่มีรายได้ต่ำ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นิสัยการใช้จ่ายของชาว อเมริกันเปลี่ยนไป จากความต้องการซื้อของใช้ภาย ในบ้านมาเป็นการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา การอนามัย บริการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ
ชาวอเมริกันเมื่อได้รับการลาพักผ่อนประจำปีก็จะเดินทางท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศได้แก่ วนอุทยานแห่งชาติ 42 แห่ง อุทยานของรัฐเกือบ 31.000 แห่ง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และสิ่งสวยงามมหัศจรรย์ของชาติที่น่าประทับใจ เช่นน้ำตกไนแองการ่า แกรนด์แคนยอน วนอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน วนอุทยานโยซิเมติ เป็นต้น
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
ศาสนา
ด้วยความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของประชากรและด้วย ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้อพยพ ชาวอเมริกันทุกคน จึงมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาใดก็ได้ตามความเชื่อมั่นของ แต่ละบุคคล หรือไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ได้ ทุกรัฐมีเสรีภาพ ในการนับถือศาสนาเท่าเทียมกัน ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ มีประชากรนับถือมากที่สุด |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
ลักษณะของอากาศของแต่ละเขตแตกต่างกันไป เช่นในฤดูร้อน อากาศด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้บริเวณทะเลทราย อุณหภูมิเกือบ เท่าแถบเส้นศูนย์สูตร ส่วนฤดูหนาวในเขตทางตอนเหนือก็จะหนาวจัดจนหิมะตก หลายเดือน แถบที่อากาศอบอุ่นสบายไม่มีหิมะคือที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และอริโซน่า ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะจะเปลี่ยนสีสันสวยงามมาก
ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดูคือ
1. ฤดูร้อน (Summer) มิถุนายน-สิงหาคม
2. ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn,Fall) กันยายน-พฤศจิกายน
3. ฤดูหนาว (Winter) ธันวาคม-กุมภาพันธ์
4. ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) มีนาคม-พฤษภาคม
หมายเหตุ: ในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการหมุนเข็ม นาฬิกาให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และในฤดูใบไม้ผลิจะหมุน เข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก จึงมีการแบ่งความแตกต่างของเวลาตามเส้น แบ่งของโลกเป็น 4 เขตเวลา (Time Zone) คือ
• Eastern Time Zone (EST)
จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง
• Central Time Zone (CST)
จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง
• Mountain Time Zone (MST)
จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง
• Pacific Time Zone (PST)
จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง
ในแต่ละ Time Zone จะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น เวลาใน Eastern โซนเป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็น เวลาในเขต Central โซนจะเป็นบ่าย 3 โมงเย็น ในเขต Mountain โซนเป็นเวลาบ่าย 2 โมง และเวลาในเขต Pacific โซนจะเป็นเวลาบ่ายโมงตรง |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
ไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบ 115V, 600 Cycles ซึ่งแตกต่าง จากประเทศไทย ไม่แนะนำให้นักศึกษานำเครื่องไฟฟ้าจากประเทศไทยติดตัวไป |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
ศุลกากร
นักศึกษาสามารถนำเงินสดสกุล ดอลลาร์สหรัฐเข้าประเทศได้ในวงเงินสูงสุด US$10,000.- ถ้ามากกว่านั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะมีฐานะใกล้เคียงกัน มีเป็นจำนวนน้อยที่จะร่ำรวยมหาศาลหรือยากจนมากมาย สหรัฐเป็นประเทศที่มีความเจริญ และเป็นผู้นำในธุรกิจหลายประเภทและทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ รวมถึงการท่องเที่ยวและบันเทิง ความมั่นคั่งส่วน ใหญ่เกิดจากกิจกรรมอุตสาหกรรม และธุรกิจเอกชน |
|
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐจะควบคุมคุณภาพ การเรียนการสอนและวางแผนการศึกษาของตนเองโดยไม่ขึ้นกับ รัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวง ศึกษาธิการคอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ แนะนำเงินงบประมาณ อุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยจากเงินภาษีที่ เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ นักเรียน อเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใดจนจบชั้นมัธยมศึกษา หรือ Grade 12 สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนใน ระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อเมริกา จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียน เอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่าง กล่าวคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นที่เรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษา มาจากประเทศอื่นจะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากกว่าขึ้นไปอีก
โรงเรียนอนุบาล (Kindergarten)
ชีวิตการเรียนของเด็กอเมริกันเริ่มต้นด้วยโรงเรียน เตรียมอนุบาล หรือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ
โรงเรียนประถมศึกษา (Elementary Schools)
เด็กอเมริกันจะเข้าเริ่มเรียนอย่างจริงจังเมื่ออายุ 6 ขวบบริบูรณ์ คือเข้าเรียนในชั้น Grade 1 ซึ่งบ้านเราก็นับว่าเป็นประถมศึกษาปีที่ 1 ระบบการศึกษาของประเทศอเมริกาจะจัดแบ่งออกเป็น Grade 1 ถึง Grade 12 ซึ่งโดยหลักการแล้วจะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School)
โรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High Schools / High Schools)
ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เข้าเริ่มเรียนตามปกติและเรียนต่อเนื่องไป โดยไม่ขาดตอนจะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนใน ระดับนี้ต้องเรียนวิชาพื้นฐานคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติหรือพลศึกษาด้วย นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในประเทศ อเมริกามีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้ โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการ ศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วและไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ในประเทศอเมริกา
ระดับอุมดมศึกษา (Higher Education)
สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษาจะแยกออกเป็น 4 ประเภทดังนี้
1.วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges) นักศึกษาที่ เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถ เลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตร คือ
1.1.Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียน วิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปยังมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้จะเป็นตัวกำหนด ว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด
1.2.Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปีแล้ว นักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น
2.วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐ มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ
3. มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับ อุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ
4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีและอาจเปิดสอนจน ถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้น ที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเป็นตัวกำหนด ว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด
เงื่อนไขการรับเข้าเรียน
• มัธยมศึกษา นักเรียนจากประเทศไทยสามารถ ศึกษาต่อในระดับมัธยมในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐบาลได้ เงื่อนไขอื่นๆ เช่น เกรดเฉลี่ยและคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน
• วิทยาลัย วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มี เกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไปและคะแนน TOEFL 480-500 ขึ้นไป
• มหาวิทยาลัยสำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรด เฉลี่ย 2.5 ขึ้นไปและ TOEFL 500 ขึ้นไป
• มหาวิทยาลัยสำหรับปริญญาโทและเอก เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 550 นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับ เกรดเฉลี่ยปริญญาตรี ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอก ในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination)
ปีการศึกษา
ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้
ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ดังนี้
• Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม-กลางธันวาคม
• Spring Semester ประมาณต้นมกราคม-เมษายน (บางครั้ง Summer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั้นๆ)
ระบบ Quarter ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ดังนี้
• Fall Quarter ประมาณกลางกันยายน-ธันวาคม
• Winter Quarter ประมาณมกราคม-กลางมีนาคม
• Spring Quarter ประมาณต้นเมษายน-กลางมิถุนายน
• Summer Quarter ประมาณกลางมิถุนายน-สิงหาคม
ระบบ Trimester ใน 1 ปีแบ่งภาคการศึกษาดังนี้
• First Trimester ประมาณกันยายน-ธันวาคม
• Second Trimester ประมาณมกราคม-เมษายน
• Third Trimester ประมาณพฤษภาคม-สิงหาคม
ระบบ 4-1-4 เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้ นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียนดังนี้
• Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม-ธันวาคม
• Interim ประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
•Spring Semester ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
| |
การสมัครเข้า ศึกษาต่ออเมริกา
นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกาควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่างๆ การส่งเอกสาร และการพิจารณาใบ สมัครต้องใช้เวลามาก การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการได้เอง โดยขอใบสมัครไปที่ Office of Admission ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้อง การสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโทหรือเอกต้องเขียนขอใบ สมัครไปที่ Graduate School Admissions office หรือ Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน ในยุคของคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถ สมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตโดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วนและดำเนิน การทุกขั้นตอนตามที่สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณาถ้า ทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร
หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษาประมาณ 3-6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อกลับมาจากสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งราย ละเอียดและใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้ ผู้สมัคร ต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดย เฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่สถานศึกษาต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร หรือนักศึกษาอาจะติดต่อตัวแทนสถาบัน หรือ ติดต่อทาง Learn More International Education การศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการสมัคร
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
เอกสารและขั้นตอนการสมัคร เรียนต่ออเมริกา
จัดเตรียมเอกสารสมัครเรียนดังนี้
| สมัครเรียนภาษาอังกฤษ |
| - |
ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน |
| - |
จดหมายรับรองทางการเงินจากธนาคาร (Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ |
| - |
สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี) |
| สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาบัตรอื่น ๆ |
| - |
ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน |
| - |
จดหมายรับรองการเงินจากธนาคาร(Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ |
| - |
สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี) |
| - |
ใบผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง บางสถาบันอาจต้องการให้ปิดผนึกมาจากทางมหาวิทยาลัย |
| - |
จดหมาย Letter of Recommendation 3 ฉบับ |
| - |
สำเนาผลสอบภาษาอังกฤษ Toefl (ให้ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงโดยตรงไปที่มหาวิทยาลัย) |
| - |
สำเนาผลสอบ GMAT (ในกรณีที่สมัคร MBA) หรือสำเนาผลสอบ GRE(กรณีที่สมัครเรียน |
| - |
Communication, Engineering และ Science) สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษา โดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงไปที่มหาวิทยาลัยโดยตรง |
| - |
จดหมายรับรองการทำงาน และ Resume |
| - |
จดหมายแสดงเจตน์จำนงที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชานั้น ๆ (Statement of Purpose) ประมาณ 300-500 คำ |
| |
|
| |
เอกสารเหล่านี้ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้วจึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่ เรียกว่า I-20 Form มาให้ เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการ ขอวีซ่านักเรียน สถานศึกษาหลายแห่งอาจะแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย |
| |
Note: เอกสารในการสมัครเรียนทั้งหมดจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวจริงเท่านั้น |
ขั้นตอนการสมัคร
1. กรอกใบสมัคร (Application Form) และใบจองที่พักของทางสถาบัน พร้อมแนบเอกสารการสมัคร และชำระค่าสมัคร (30-100 เหรียญ ไม่สามารถเรียกคืน ) ผ่านทาง Learn More International Education
2. รอ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบันประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้ให้เตรียมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยื่นขอ VISA ต่อไป
3.เมื่อได้รับ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบัน แล้ว ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเล่าเรียน , ค่าประกันสุขภาพ , ค่าจัดหาที่พัก , ค่าที่พัก , ค่าจัดรถไปรับที่สนามบิน , ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ( ถ้ามี )
4. ชำระค่าใช้จ่ายโดยตรง ซื้อแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายในนามของสถาบันตามที่ระบุในจดหมายตอบรับเข้าเรียน หรือโอนเข้าบัญชีสถาบัน หรือโอนเข้าบริษัท Learn More International Education ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเพลินจิตเซ็นเตอร์ เลขที่ 216-2 00387-3 เพื่อให้บริษัทจัดส่งไปทางสถาบัน
5. นัดวันสัมภาษณ์ขอ VISA โดย ซื้อหมายเลข PIN ผ่านระบบอินเตอร์เนต หรือ ผ่านระบบโทรศัพท์ ไปยื่นสัมภาษณ์ขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกา ตามวันเวลาที่กำหนด เปิดทำการจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.00-9.00 น. ควรไปก่อนเวลาสัมภาณ์ 1 ชม.
6.เมื่อวีซ่านักเรียนอนุมัติแล้ว ขอให้แจ้งทาง Learn More ถึงกำหนดวันเวลาการเดินทาง เพื่อซื้อและยันยันตั๋วเครื่องบิน และ ยืนยันที่พัก กับทางโรงเรียน เพื่อจัดคนไปรับที่สนามบินปลายทาง
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
ที่พักอาศัย
ควรเริ่มศึกษาหาข้อมูลตั้งแต่ตอนทำการติดต่อสถานศึกษา โดยศึกษาจากเอกสารของสถานศึกษาว่ามีหอพักสำหรับ นักศึกษาหรือไม่ หากมีที่พักเป็นอย่างไร หอพักในสถาน ศึกษานั้นอาจแตกต่างกันไป ทั้งด้านสภาพที่พัก การบริการ และการจัดแบ่งประเภทของหอพักเป็นต้น
เนื่องจากสถานศึกษาบางแห่งมีหอพักจำนวนจำกัด นักศึกษาจึงควรสำรองที่พักล่วงหน้า ตั้งแต่ในขั้นตอนการสมัคร โดยทั่วไปในการสำรองที่พักนี้ สถานศึกษามักจะเก็บเงินมัดจำค่า สำรองที่พัก (Deposit Fee) ด้วย ที่พักอาศัยที่กล่าวถึงต่อไปนี้ จะแยกตามประเภทของนักศึกษาคือ สำหรับนักศึกษาใน มหาวิทยาลัย มีทั้งที่เป็นหอพักในสถานศึกษา (On-Campus Housing) และที่พักนอกสถานศึกษา (Off-Campus Housing)
ที่พักในสถานศึกษา
สถานศึกษาส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา ที่พักในสถาน ศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด จึงควรเริ่มติดต่อและสำรอง ห้องพักแต่เนิ่นๆ โดยการเขียนจดหมายขอราย ละเอียดไปยัง Housing Office ของสถานศึกษา สถานที่พักมีหลายประเภทคือ
Dormitory หรือ Residence Hall คือ หอพักสำหรับ นักศึกษาที่เป็นโสดหรือไม่ได้นำครอบครัวไปด้วย อาจแบ่งเป็นหอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยที่แยกนักศึกษาชาย-หญิง ออกเป็นคนละห้องหรือคนละชั้น) มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้อง หรือห้องน้ำรวม บางแห่งอาจมีการจัดเตรียมห้องอาหารให้ด้วย ทั้งนี้แล้วแต่การจัดของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
Married Housing เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงาน แล้วและนำครอบครัวไปด้วย บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้าน มีทั้งที่เป็น Studio ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่ อาจมีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่มีก็ได้
Apartment สถานศึกษาบางแห่งจัดที่พักประเภทนี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่ เหมือน Apartment ของเอกชน มักเก็บค่าเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น การอยู่ Apartment นี้ นักศึกษาจะมีอิสระมากกว่าอยู่ใน dormitory หรือ Residence Hall เช่น มีอิสระในการเข้าออก หรือสามารถทำอาหารรับประทานเองได้
ที่พักนอกสถานศึกษา
มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่างๆ นอกสถานศึกษา สถานที่พักเหล่านี้รับบุคคลทั่วไป เข้าพักได้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาหรือไม่ การติดต่อหาที่พักนักศึกษาต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถเข้าพักได้เมื่อใด นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่ Housing Office หรือที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษาว่าแห่งใด เหมาะแก่การพักอาศัย ทั้งนี้เพราะค่าเช่าที่พักเหล่านี้ตลอด จนที่ตั้งและสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป ผู้เข้าพักควรได้ แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพัก อีกทั้งควรได้ศึกษา และอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียดรอบคอบ เพราะสัญญา เช่าที่พักนั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด หากผิดสัญญาอาจถูกฟ้องร้องได้ หอพักเหล่านี้มีหลายประเภทดังนี้
Apartment มีหลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหราจนถึงชนิดที่แค่พออยู่ได้ ราคาค่าเช่าพักนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุดจะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า เพราะนอกจากมีอิสระมากกว่าอยู่หอพักในสถานศึกษายัง สามารถทำอาหารรับประทานได้ด้วย ข้อเสียคือ ค่าเช่ามักแพง ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาก็น้อยลง นอกจากนี้ Apartment บางแห่งอยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง บางคนก็เสียเวลากับการ ปรุงอาหารเพราะที่พักประเภทนี้ไม่มีโรงอาหาร หรือ Cafeteria
Rooming House คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพักในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ Rooming House บางแห่งมีแต่ผู้เช่าล้วนๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วยก็มี
Family ปัจจุบันการหาครอบครัวอเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก หากมีก็มักอยู่ในลักษณะเหมือน Rooming House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน สำหรับนักศึกษาที่เดินทางเข้าสหรัฐ อเมริกาโดยไม่ได้จองที่พักใดๆ ไว้เลย หรือหอพักที่จองไว้ยังไม่เปิด อาจพักอยู่ชั่วคราวกับโรงแรม หรือที่พักชั่วคราวที่สถานศึกษาจัดไว้ให้ หรือกับสถานที่ซึ่งที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) แนะนำ
ที่พักแบบชั่วคราว (Temporary Accommodations)
ที่พักแบบชั่วคราวเหมาะสำหรับนักศึกษาที่เดินทางท่องเที่ยวระหว่างวันหยุด ที่พักลักษณะนี้เรียกว่า Hostel ราคาถูกกว่าโรงแรม ลักษณะห้องพักเป็นแบบ Dormitory แยกเพศหญิง เพศชาย นักศึกษาสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้ใน Website: http://www.hiayh.org นอกจากนี้นักศึกษาอาจะเลือกหาที่พักแบบ Bed and Breakfast โดยหาข้อมูลจาก http://www.bbonline.com |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
ข้อแนะนำก่อนออกเดินทางไป เรียนต่ออเมริกา
หลังจากที่นักศึกษาได้วีซ่าแล้ว นอกจากเรื่องการขอซื้อเงินและการจองตั๋วเครื่องบิน ยังมีอีกหลายเรื่องที่นักศึกษาต้องดำเนินการก่อนออกเดินทาง เช่น
1. หาความรู้เกี่ยวกับสถานศึกษาที่จะไป ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากเอกสารของสถานศึกษาที่หน่วยงานแนะแนวการศึกษา จากการสอบถามนักเรียนเก่า หรือจากองค์กรต่างๆ ที่ให้ทุนการศึกษา
2. กำหนดแผนการเดินทางให้ชัดเจน เป็นต้นว่า เส้นทางที่เหมาะสม ตลอดจนการจองที่พักในโรงแรมหากจำเป็น
3. นักศึกษาที่สมรสแล้วควรเตรียมการสำหรับสมาชิก ในครอบครัวให้เรียบร้อย หากสมาชิกเหล่านั้นจะเดินทางตามท่านไป โดยเฉพาะเรื่องที่พัก
4. เนื่องจากการรักษาโรคตา และฟันไม่รวมอยู่ในแผนการประกันสุขภาพเบื้องต้น ดังนั้น อย่าลืมตรวจรักษาฟันและสาย ตลอดจนเตรียมแว่นตาหรือ คอนแทคเลนส์สำรองอีกชุด พร้อมทั้งสำเนาใบสั่งทำแว่นติดตัวไปด้วย เพราะค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐแพงมาก บางคนอาจยังมีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยอีก
อย่างไรก็ตาม ข้อแนะนำสำหรับ ทุกคนคือให้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยไว้จนนาทีสุดท้ายแล้วจึงคิดทำ |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
I-20 และ ระบบ SEVIS อ่านว่า ซี-วิส (The Student and Exchange Visitor Information System)
เป็นระบบใหม่ที่ทางการสหรัฐฯ จัดทำขึ้นตั้ง แต่ปลายปี 2002 โดยระบบ SEVIS นี้ใช้เพื่อความสะดวกในการติดตามนักเรียน นักศึกษา และนักเรียนแลกเปลี่ยนผู้เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้รูปแบบใหม่ของฟอร์ม I-20 และฟอร์ม DS-2019 ที่มีหมายเลข ประจำตัวกำกับพร้อม Bar Code ทั้งนี้เมื่อสถาบันศึกษาทำการตอบรับนักเรียน สถาบันจะต้องออกแบบฟอร์ม I-20 ผ่านระบบ SEVIS ดังกล่าวก่อนที่จะออกฟอร์ม I-20 สถาบันศึกษาจะต้องระบุที่อยู่ปัจจุบันของนักเรียนก่อน นอกจากนี้สถาบัน การศึกษาจะต้องมีส่วนในการจัดข้อมูลที่ถูกต้องของนักเรียนและแจ้งข้อมูลเข้า สู่ระบบอีกด้วย และภายใต้ระบบ SEVIS นี้ นักเรียนและผู้ติดตามไม่สามารถ เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนวันเปิดเรียนได้เกินกว่า 30 วัน
บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันนั้น จำเป็นต้องมีวีซ่าเพื่อขอเข้าสหรัฐอเมริกา วีซ่านี้มีหลายประเภทแบ่งตามวัตถุประสงค์ของผู้เดินทาง สำหรับผู้ที่จะไป ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกานั้นจะต้องมีวีซ่านักเรียน ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทชั่วคราว และมีหลายประเภท เช่น ประเภท F-1 เป็นวีซ่านักเรียนที่สมัครเข้าเรียนภาษาอังกฤษ หรือวิชาการตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา โดยใช้แหล่งทุนของตนเอง หรือที่เรียกว่าทุนส่วนตัว ประเภท J-1 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน หรืออาจารย์ นักวิชาการที่ได้รับทุนการศึกษา และประเภท M-1 เป็นวีซ่านักเรียนที่เรียนในหลักสูตรที่เป็นอาชีวศึกษา ดังนั้นผู้ขอวีซ่าต้องทราบวัตถุประสงค์ของการขอวีซ่าของตนเอง และถึงแม้ว่าจะมีวีซ่าสหรัฐประเภทอื่น เช่น วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากวัตถุประสงค์ที่จะเข้าประเทศครั้งนี้คือไปเรียนก็ต้องยื่นขอวีซ่า นักเรียนให้ถูกประเภทด้วย
นับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เป็นต้นมา การขอวีซ่าและการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ปัจจุบันกงสุลอเมริกันกำหนดให้ผู้ขอวีซ่าต้องได้เข้ารับการสัมภาษณ์พร้อมทั้งมี การตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือ และเมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สหรัฐอเมริกา (ที่สนามบินหรือที่ท่าเรือที่ท่านจะเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา) จะมีการพิมพ์ลายนิ้วมือเช่นเดียวกับที่ได้ทำไว้ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาใน ประเทศไทย ระบบการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ภาพถ่าย และลายนิ้วมือนี้เรียกว่า US-VISIT หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ระบบการตรวจคนเข้าเมือง และ US-VISIT สามารถดูได้ทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://www.dhs.gov/us-visit หรือเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย http://bangkok.usembassy.gov
|
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |
เอกสาร และขั้นตอนการขอวีซ่านักเรียน (ข้อมูลจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย)
1. ชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ
ท่านต้องชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ จำนวนเงิน 100 สหรัฐ (หรือเทียบเท่าค่าเงินบาทไทยปัจจุบัน) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ยกเว้นไปรษณีย์สาขาย่อย) จะไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกว่าท่านจะได้ชำระค่าธรรมเนียมนี้แล้ว (ยกเว้นผู้ถือหนังสือเดินทางทูตที่ได้รับวีซ่าชนิดยกเว้นค่าธรรมเนียม) ในวันที่ท่านยื่นขอวีซ่าท่านต้องแสดงใบเสร็จที่ได้รับจากที่ทำการไปรษณีย์ พร้อมกับใบคำร้อง ท่านต้องแน่ใจว่าท่านได้รับใบเสร็จจากที่ทำการไปรษณีย์ และจะไม่มีการคืนค่าธรรมเนียมนี้ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ท่านจะต้อง ชำระค่าธรรมเนียมนี้ทุกครั้งที่ยื่นคำร้อง
2. กรอกใบคำร้อง ดีเอส 156, 157 และ ดีเอส 158 (DS156, 157 & 158)
ใบคำร้องขอได้ที่แผนกกงสุลหรือใช้แบบฟอร์มซึ่งพิมพ์ออกทางอินเตอร์เน็ตที่ http://www.usa.or.th/services/visa/visa.htm
DS156 https://evisaforms.state.gov/ds156.asp?lang=1
DS157 http://foia.state.gov/FORMS/visa/ds0157.pdf
DS158 http://foia.state.gov/FORMS/visa/ds0158.pdf
และอาจกรอกได้ที่สถานทูต ในเช้าวันที่ท่านประสงค์จะยื่นคำร้องขอวีซ่า โปรดตอบคำถามทุกข้อให้สมบูรณ์ หากท่านไม่ตอบคำถามทั้งหมดในคำร้องนี้ จะไม่มีการรับคำร้องของท่าน ผู้ยื่นคำร้องที่เป็นคนไทยควรเขียนชื่อของตนเป็นภาษาไทยในข้อ 3 พร้อมชื่อสกุลก่อนสมรส ชื่อทางศาสนา ชื่อทางอาชีพ หรือชื่ออื่นใดที่ท่าน ได้เคยใช้มา หากผู้อื่นทำการกรอกใบคำร้องแทนท่าน บุคคลผู้นั้นต้อง เขียนชื่อตัวพิมพ์และลงลายมือชื่อของตนเองด้านล่างใต้ข้อ 35 ท่านจะ ต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของข้อมูลที่บุคคลผู้นั้นได้กรอกใน ใบคำร้องแทนท่าน หมายเหตุ: การเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่านี้ถือว่าท่านได้รับรองข้อความทั้ง หมดที่กรอกไว้ว่าถูกต้องและเป็นความจริง หากท่านบิดเบือนข้อเท็จจริงประการ ใดก็ตาม ท่านสามารถจะถูกระงับมิให้เดินทางเข้าประเทศสหรัฐฯ เป็นการถาวร กรุณาตรวจทานคำตอบทุกข้อให้แน่ใจว่าถูกต้องทุกประการ และโปรดสอบถามเจ้าหน้าที่หากท่านไม่เข้าใจคำถามใดๆ ในใบคำร้อง 3. ไปยังช่องตรวจรับเอกสารหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2
ผู้สมัครขอวีซ่าต้องยื่นใบเสร็จที่ได้รับจากที่ทำการไปรษณีย์ ใบคำร้องของวีซ่าที่กรอกเป็นภาษาอังกฤษแล้ว หนังสือเดินทาง รูปถ่าย และหลักฐานต่างๆ (ดูข้างล่าง) หลังจากยื่นใบคำร้องและเอกสารต่างๆ ตามหน้าต่างที่ได้กำหนดไว้แล้ว ผู้สมัครขอวีซ่าจะได้รับบัตรนัดให้กลับมา ฟังผลในตอนบ่ายของวันทำการถัดไป บางรายอาจะได้รับวีซ่าโดยไม่มีการสัมภาษณ์ ในกรณีที่มีการนัดสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่จะให้ใบนัด ซึ่งระบุวันและเวลาที่จะต้อง เข้ามารับการสัมภาษณ์ ในวันสัมภาษณ์กรุณามารับหมายเลขบัตรคิวจากหน้า ต่างที่ได้ระบุไว้ในใบนัด กรุณานั่งรอในบริเวณห้องพักจนกว่าหมายเลข ของท่านจะปรากฏขึ้นบนหน้าจออีเลคทรอนิค หมายเลขบนคือหมายเลข บัตรคิวที่ท่านถืออยู่ หมายเลขล่างคือหมายเลขหน้าต่างที่ท่านจะเข้ารับการสัมภาษณ์
เอกสารในการยื่นขอวีซ่านักเรียน
1.กรอกแบบฟอร์ม DS 156 , 157 และ 158
2. หนังสือเดินทาง
หนังสือเดินทางของท่านควรมีอายุใช้ได้อย่างน้อยหกเดือน หลังจากวันที่ยื่นขอวีซ่า ท่านควรนำหนังสือเดินทางทุกเล่มที่มีอยู่ซึ่ง หมดอายุไปแล้ว หรือยังใช้ได้อยู่ (ถึงแม้จะเคยมีวีซ่าเข้าออกสหรัฐฯ หรือไม่ก็ตาม) มายื่นด้วย เพื่อประกอบในการพิจารณาการขอวีซ่าของท่าน
3. ภาพถ่าย
1 รูป (เป็นภาพสีหรือขาวดำ) โดยฉากหลังของรูปต้อง เป็นสีขาวเท่านั้น ขนาด 50 x 50 มม. (หรือ 2 x 2 นิ้ว) เป็นรูปถ่ายหน้าตรง เห็นหูทั้ง 2 ข้าง ใบหน้าต้องมีขนาดใหญ่ ประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่รูปถ่าย และต้องเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน (ลักษณะของรูปถ่ายที่ถูกต้องสำหรับผู้ขอวีซ่าชั่วคราว)
4. แบบฟอร์ม I-20
ผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียนต้องยื่นแบบฟอร์ม ไอ-20 (ออกให้โดยทางโรงเรียนในสหรัฐฯ) กรุณาเซ็นชื่อ และวันที่ซึ่งอยู่ด้านล่างของแบบฟอร์ม I-20
5. หลักฐานการศึกษาที่ผ่านมา (Transcript)
ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดงผลการเรียนครั้งล่าสุด (TRANSCRIPT ตัวจริง) สำหรับผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียน ที่ไม่ได้ขอวีซ่าทันทีในปีที่จบการศึกษาควรยื่น หลักฐานการทำงานประกอบด้วย
6.ประกาศนียบัตรการเข้าอบรมต่าง ๆ (ถ้ามี)
7.จดหมายรับรองการทำงาน
ทุกแห่งที่เคยทำมา ระบุตำแหน่ง วันเริ่มต้น และวันสิ้นสุดของการทำงาน กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัวให้ยื่นใบทะเบียนการค้า หรือ หนังสือจดทะเบียนรับรองบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ประทับตราบริษัท พร้อมเซ็นต์ชื่อ
8.หลักทรัพย์ (Bank Statement)
ผู้ยื่นคำร้องควรยื่นแสดงเอกสารทางการเงินที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อแสดงว่าตนเองมีเงินทุนจำนวนเหมาะสมที่จะครอบคลุมถึงค่าธรรม เนียมการศึกษา และค่าครองชีพระหว่างอยู่ในสหรัฐฯ โดยอาจยื่นแสดง บัญชีเงินฝากประจำ บัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์ และ/หรือตั๋ว สัญญาใช้เงิน ที่เป็นของบุคคลผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ข้อพึงปฏิบัติ ท่านควรยื่นแสดงเอกสารต้นฉบับเท่านั้น ทางสถานทูตไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บสำเนาเอกสาร
- หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินตัวจริง พร้อมสำเนาสมุดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนโดยมีตราประทับของธนาคารรับรองทุกหน้า ในวันสัมภาษณืแนะนำให้ยื่นสมุดบัญชีตัวจริง
- บัญชีกระแสรายวัน/สมุดบัญชีฝากประจำ หรือสมุดบัญชีออมทรัพย์ หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน / สมุดบัญชีในรูปของบริษัท ต้องมีหลักฐานระบุชื่อของผู้สนับสนุนทางด้านการเงินอยู่ และมีสิทธิ์ในการสั่งจ่ายเงิน พร้อมสำเนาทะเบียนการค้า
9. หลักฐานถิ่นที่อยู่ของท่านภายนอกสหรัฐฯ(ทะเบียนบ้านและสำเนา)
การยื่นขอวีซ่านักเรียนหมายถึง ผู้นั้นขอเข้าไปอยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ก่อนที่ทางเราจะออกวีซ่าเข้าเมืองชั่วคราว ท่านต้องแสดงให้เป็นที่พอใจต่อ เจ้าหน้าที่กงสุลว่า ท่านไม่มีความประสงค์ที่จะเป็นบุคคลเข้าเมืองถาวร ผู้ยื่นคำร้องจะทำได้โดยการแสดงหลักฐานความผูกพันทางครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมอื่นๆ ที่มีอยู่ภายนอกประเทศสหรัฐฯ ญาติพี่น้อง นายจ้าง หรือเพื่อนไม่สามารถรับประกันการเดินทางกลับของท่านแทน การยื่นหลักฐานดังกล่าวได้ ทางเจ้าหน้าที่กงสุลต้องพิจารณาจากสถาน การณ์ของบุคคลผู้ยื่นขอวีซ่าว่า ผู้นั้นมีคุณสมบัติจะได้รับวีซ่าด้วยตนเอง หรือไม่ โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ข้อสำคัญคือ เจ้าหน้าที่กงสุลพิจารณาการออกวีซ่าบนพื้นฐานของพระราชบัญญัติการ ตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ กฎหมายฉบับนี้ระบุว่า "เมื่อใดก็ตาม ที่บุคคลใดยื่นคำร้องขอวีซ่า....ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับบุคคลผู้นั้น ใน การที่จะแสดงว่าตนมีคุณสมบัติ" กฎหมายเข้าเมืองของสหรัฐฯ กำหนดให้เจ้า หน้าที่กงสุลปฏิเสธคำร้องของผู้ยื่นขอวีซ่า หากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถ แสดงหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามิได้มีความประสงค์ต่อการเป็นบุคคลเข้าเมืองถาวร
10.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
11.ใบเสร็จค่าธรรมเนียมในการยื่นวีซ่า US$100(4,000 บาท) ซึ่งชำระได้ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่ง ยกเว้น สาขาย่อย
12. ใบเสร็จค่าธรรมเนียม Sevis fee US$100 (4,000 บาท) ชำระด้วยบัตรเครดิตผ่านทางเว็บไซต์ www.fmjfee.com (กรุณาชำระค่า Sevis fee ก่อนไปยื่นวีซ่า 3 วัน และหากไม่ชำระจะไม่อนุญาตให้เข้าสัมภาษณ์ กับเจ้าหน้าที่วีซ่า)
กฎหมายวีซ่านักเรียนฉบับใหม่
ปีพ.ศ. 2539 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อบัญญัติทางกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการออกวีซ่านักเรียนให้กับนักเรียนที่ต้องการจะ เข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา (ระดับอนุบาลถึงระดับ 8) และระดับ มัธยมศึกษา (ระดับ 9 ถึง 12) ของโรงเรียนรัฐบาลในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อบัญญัติเหล่านี้ เจ้าหน้าที่กงสุลไม่สามารถออกวีซ่านักเรียน ให้กับผู้ที่จะไปศึกษาในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล ได้อีกต่อไป โดยไม่คำนึงว่าผู้ยื่นคำร้องสามารถชำระค่าเล่าเรียนได้ สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปเรียนในระดับมัธยมศึกษา กฎหมายได้กำหนดให้ผู้นั้นศึกษาในระดับมัธยมศึกษาได้เป็น เวลาหนึ่งปีเท่านั้น ซึ่งนักเรียนผู้นั้นจะต้องชำระค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ไม่แต่เฉพาะค่าบำรุงการศึกษาเท่านั้น และนักเรียนผู้นั้นจะต้องแสดง หลักฐานการชำระค่าเล่าเรียนดังกล่าวก่อนที่กงสุลจะพิจารณาการ ขอวีซ่าของนักเรียนผู้นั้น ข้อบัญญัตินี้ไม่รวมถึงนักเรียนที่ต้องการจะ เข้าศึกษาในโรงเรียนเอกชน หรือผู้ที่เข้าร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน
สถานทูตอเมริกาตั้งอยู่ที่

120-122 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์: 0-2205-4000
โทรสาร: 0-2205-4131
เวลาทำการ: จันทร์ ถึง ศุกร์ 07:00 - 09:00 น |
| |
เรียนต่ออเมริกา
ศึกษาต่ออเมริกา |
|
|
|
| |