![]() |
| คำว่าสหราชอาณาจักร หรือ United Kingdom มีชื่อเต็มว่า United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland หรือชื่อย่อว่า UK หมายถึงเกาะใหญ่ (Great Britain) และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) โดย Great Britain หมายถึงเกาะใหญ่ซึ่งรวมอาณาเขตของประเทศอังกฤษ และประเทศเวลส์และประเทศสก็อตแลนด์ ดังนั้นคำว่าสหราชอาณาจักร จึงหมายถึงประเทศที่รวมอาณาเขตของ 3 ประเทศและ 1 มณฑลเข้าไว้ด้วยกัน คือ ประเทศอังกฤษ (England) ประเทศสก็อตแลนด์ (Scotland) ประเทศเวลส์ (Wales) และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ สภาพภูมิอากาศภูมิอากาศของ Great Britain (เกรทบริเทน) จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวมีความชื้นสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่าน ทำให้เกิดหมอกหนาแน่นปกคลุมในบางครั้ง ทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางภาคตะวันตกมากกว่าทางภาคตะวันออก เดือนที่ฝนตกน้อยคือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม 4 องศาเซลเซียส และสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 18 องศาเซลเซียส |
|
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดูคือ ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก บางวันอากาศอบอุ่น มีแสงแดดจัดใน ตอนเช้า และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเป็นหนาวเย็นหรือ ฝนตกในช่วงบ่าย ฤดูร้อน (Summer) เดือนมิถุนายน-สิงหาคม อากาศ ส่วนใหญ่จะอบอุ่นและแสงแดดจัดจ้า ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) เดือนกันยายน-พฤศจิกายน อากาศจะเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยงามและร่วงหล่น ฤดูหนาว (Winter) เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์อากาศช่วงนี้ จะหนาวมากที่สุด มีหิมะตกในบางพื้นที่ กลางคืนจะยาวกว่า กลางวันและมืดเร็วกว่าปกติ |
|
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ประเทศอังกฤษ : London | |
| ประเทศสก็อตแลนด์ : Edinburgh | |
| ประเทศเวลส์ : Cardiff | |
| แคว้นไอร์แลนด์เหนือ : Belfast | |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| รูปแบบการปกครอง | |
| Commons และ The House of Lords | |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ผู้นำรัฐบาล | |
| และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ | |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| สหราชอาณาจักร มีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 60.7 ส้านคน(กรกฎาคม 2007) | |
| การกระจายขเชื้อชาติของประชากรเป็นคน English มากที่สุด รองลงมาคือ Scottish Irish Welsh และอื่นๆตามลำดับ | |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| สถานที่น่าสนใจ |
||
| London เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร มีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่านกลางเมืองคือ แม่น้ำเธมส์ (Thames River) ทำให้เมืองลอนดอนถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตอนเหนือ และตอนใต้ นอกเหนือจากนั้นยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม ประเพณีในรูปแบบที่เคร่งครัด และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น House of Parliament, Big Ben, Trafalgar Square Buckingham Palace, The London Eye ยังมีแหล่งบันเทิงและชีวิตยามค่ำคืนที่ย่านโซโห และยังเป็นแหล่งศูนย์รวมของการช้อปปิ้งชั้นนำ เช่น ห้างHarrods, Mark&Spenser อีกด้วย |
||
| Cambridge ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และการศึกษาแรกเริ่ม เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง |
||
Oxford เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน เป็นเมืองเกี่ยวข้องกับศาสนา ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยทุ่งกว้างใหญ่ ทิวเขาและมีแม่น้ำเทมส์ไหลผ่าน ภายในเมืองมีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฉบับอังกฤษหลายแห่ง มีพิพิธภัณฑ์และหอศิลปกรรม
|
||
| Canterbury เป็นเมืองที่สวยงาม มีโบสถ์ที่มีความสำคัญและเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ ภายในเมืองมีศูนย์การค้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 95 กิโลเมตร |
||
| Bristol เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 190 กิโลเมตร | ||
| เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษ มีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อ บรูเนล |
||
| Bournemouth เป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงลอนดอนทางรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามและปราศจากมลพิษ |
||
| Bath เป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อาณาจักรโรมันโบราณ ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่ม มีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับอาบน้ำแร่ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน ประมาณ 160 กิโลเมตร |
||
| Birmingham เป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอังกฤษ มีหมู่บ้านที่สวยงามเหมือนภาพวาด เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องดื่มและอาหาร เช่น ช็อคโกแลตยี่ห้อ Cadbury อีกทั้งเป็นที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง 2 แห่งคือ มหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม และมหาวิทยาลัยแอสทั่น |
||
| Manchester เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศทางตอนเหนือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางดนตรี และการละครของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของทีมฟุตบอลที่ชาวไทยรู้จักดี คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด |
||
| Brighton & Hove เมืองสองเมืองนี้ เป็นเมืองพักตากอากาศขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทางตอนใต้ของลอนดอน เป็นเมืองที่รวบรวมวัฒนธรรม และแหล่งบันเทิงต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน และเป็นสถานที่ซึ่งชาวอังกฤษ ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ |
||
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| สหราชอาณาจักรไม่มีข้อกำหนดในการนำเงินเข้าประเทศ นักศึกษาสามารถนำเงินเข้าประเทศได้ตามที่ต้องการอย่างไรก็ดี ไม่ควรพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก นักศึกษาสามารถใช้ Traveller Cheque หรือซื้อ Bank Draft (เช็คธนาคาร) ติดตัวเมื่อเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้ หน่วยเงินตราของสหราชอาณาจักรคือ ปอนด์สเตอรริ่ง (Pound Sterling) ซึ่ง 1 ปอนด์ เท่ากับ 100 เพ็นซ์ (pence-p) เหรียญที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ: 1p, 2p, 5p, 10p, 20p, 50p, 1 ปอนด์ และ 2 ปอนด์ ส่วนธนบัตรที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ 5 ปอนด์, 10 ปอนด์, 20 ปอนด์ และ 50 ปอนด์ ในฐานะของนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลาเป็นระยะเวลาหนึ่ง สามารถขอเปิดบัญชีนักศึกษาได้ (Student Bank Account) ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่คิดดอกเบี้ยกรณีเบิกเงินเกินบัญชี และอาจมีข้อเสนออื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่น การใช้สมุดเช็ค บัตรเงินสด บัตรเดบิตการ์ด ฯลฯ ในการขอเปิดบัญชีธนาคาร นักศึกษาต้องกรอก แบบฟอร์ม และยื่นเอกสาร อื่น ๆ ประกอบ อาทิเช่นหนังสือเดินทาง จดหมายรับรองการเข้าศึกษาจากสถาบันเอกสารแสดงที่อยู่ในสหราชอาณาจักร ฯลฯ อย่างไรก็ดีธนาคารบางแห่งอาจขอเอกสารทางด้านการเงินในประเทศไทย ของผู้สนับสนุนด้านการเงินของนักศึกษาด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารจะเปิดทำการเวลา 9.00 น. – 16.30 น. ในวันจันทร์ – วันศุกร์ และบางสาขา อาจเปิดทำการในช่วงเช้าของวันเสาร์ด้วย |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| หลักสูตรและระบบการศึกษา | |||||||||||||||||||||
หลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Course) ประเทศอังกฤษเป็นผู้นำในวิธีการสอนภาษามายาวนาน สถาบันต่าง ๆ ประมาณ 370 แห่ง ที่ได้รับการรับรองโดย British Accreditation Scheme ตามปกติ นักเรียนจะไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษาในการสมัครเข้าเรียนภาษาอังกฤษ เพราะหลักสูตรทุกหลักสูตรจะเน้นการเรียนภาษาโดยการใช้ภาษา ระยะเวลาในการเรียนจะแตกต่างกันออกไป การวัดผลก็เช่นเดียวกัน มีทั้งการวัดผลเป็นระยะๆ ตลอดเวลา และการสอบเมื่อจบหลักสูตร นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลายแห่งยังจัดให้มีการสอนภาษาอังกฤษเสริมหรือเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดสอนภาษาอังกฤษเสริมควบคู่ไปกับการเรียนในภาคปกติด้วย
|
|||||||||||||||||||||
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ระบบการศึกษาในประเทศอังกฤษและเครือจักรภพแบ่ง เป็น 4 ระดับ คือ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 1 ระดับประถมศึกษา 2 ระดับมัธยมศึกษา 3 ระดับอาชีวศึกษา 4 ระดับปริญญา การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้ง แต่อายุ 5 ปีถึง 16 ปี เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ประมาณ 95% จะเข้าศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล ส่วนผู้ปกครองที่มีฐานะดีและมีรสนิยมสูงมักจะเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน โดยนักเรียนจากประเทศไทยมีสิทธิเรียนในโรงเรียนของเอกชน เท่านั้น ระดับประถมศึกษา (Preparatory School) รับนักเรียนอายุ 5-13 ปี การสอนจะเน้นให้เด็กมีทักษะในการเขียนและทักษะทางตัวเลข เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้ความสามารถ ตามความเจริญเติบโตตามวัยของเด็ก
ระดับเตรียมประถม Pre-Preparatory School รับเด็กอายุ 5-7 ป ระดับประถม Preparatory School รับเด็กอายุ 8-13 ปี การเรียนระดับนี้จะมุ่งเน้นเตรียมนักเรียนเข้าสอบ Common Entrance Examination (CEE) เพื่อก้าวเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยม
ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนมัธยมของเอกชน(Public School) รับนักเรียนอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปที่สอบผ่าน CEE แล้วเข้าศึกษาต่อ โรงเรียนประเภทนี้มีให้เลือกทั้งแบบหญิงล้วน ชายล้วน หรือสหศึกษา ทั้งแบบประจำและไปกลับ มีบางแห่งที่เปิดสอนเฉพาะนักเรียน ที่มีพรสวรรค์พิเศษเช่น ทางกีฬาและดนตรีด้วย แต่ข้อดีของ การศึกษาในโรงเรียนเอกชนคือ - การจัดชั้นเรียนจะเล็กกว่าโรงเรียนรัฐบาลจึงทำให้ครูผู้ ดูแล เอาใจใส่นักเรียนได้อย่างใกล้ชิด - โรงเรียนจะพัฒนานักเรียนแต่ละคนให้สามารถแสดงถึง การมีศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ให้ปรากฏเด่นชัด - เน้นทางด้านงานวิชาการและความมั่นใจในการเข้า วางตัวในสังคม - โรงเรียนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาสิ่งแปลกใหม่ และมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย - ให้สนับสนุนกิจกรรมทางด้านกีฬาหลายประเภท เช่น รักบี้ ฟุตบอล ฮอคกี้ ว่ายน้ำ พายเรือ ขี่ม้า เรือใบ กอล์ฟ และอื่นๆ เป็นต้น - เน้นพัฒนาความสามารถในการรู้จักพึ่งตนเอง การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น - ฝึกให้นักเรียนเป็นผู้รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีวินัย ซื่อสัตย์ และมีระเบียบเคร่งครัดเป็นสำคัญ - ระบบโรงเรียนประจำในอังกฤษ นักเรียนที่มีอายุน้อยจะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและจะถูกฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบ
ส่วนนักเรียนที่มีอายุมากกว่าจะได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้นำ ในระดับมัธยมศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของอังกฤษกำหนดให้มีการสอบวัดผลความรู้และความ สามารถของเด็ก การสอบจะจัดโดยคณะกรรมาธิการอิสระ ซึ่งมี 5 คณะ ผลการสอบดังกล่าวจะนำไปใช้ในการสมัครเข้าในระดับ อุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ประเภท คือ GCSE (General Certificate of Secondary Education) การสอบระดับนี้จะสอบเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 16 ปีขึ้นไป นักเรียนเลือกสอบประมาณ 8-12 วิชา เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษา อังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ ฯลฯ และผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน นักเรียนที่สอบ GCSE จนได้รับวุฒิบัตรสามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรสายสามัญ "A" Level ได้หรือหลักสูตรสายวิชาชีพ Advanced GNVQ อีก 2 ปี GCE A Level (General Certificate of Education Advanced Level) เป็นการสอบวัดผลความสามารถทางวิชาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป วิชาที่สอบมีให้เลือก 50 กว่าวิชา ส่วนใหญ่จะสอบ 2-3 วิชาที่มีความสัมพันธ์กันคือ ทางด้าน Science หรือทางด้าน Humanity ผลการสอบมี 5 ระดับคือ A, B, C, D, E แต่ Grade ที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่พิจารณารับผู้มีผลการสอบในระดับ C ขึ้นไปบางแห่งอาจรับเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B ผลสอบ GCE "A" Level นี้จะเป็นเกณฑ์ที่สถานศึกษาใช้ในการพิจารณารับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยกำหนดดังนี้ แบบ 5 วิชานักเรียนจะต้องมีคะแนนสอบ GCSE 3 วิชา และ GCE "A" Level 2 วิชา แบบ 4 วิชานักเรียนจะต้องมีคะแนนสอบ GCSE 1 วิชา และ GCE "A" Level 3 วิชา การสอบ GCSE, GCE "A" Level จะสอบประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม
เป็นการศึกษาสำหรับน้อง ๆ ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปและไม่ต้องการที่จะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่ต้องการจะมีคุณวุฒิทางวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประกอบสายอาชีพและยังเปิดสอนวิชาสามัญคือ GCSE และ GCE "A" Level สถาบันการศึกษาด้านอาชีวศึกษามีทั้งของรัฐบาลและเอกชนสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐบาล มีประมาณ 500 กว่าแห่ง หลักสูตรที่จัดสอนได้แก่ วิชาบริหารธุรกิจ การโรงแรม วิศวกรรมศาสตร์ ช่างเทคนิค ในอังกฤษและเวลส์ การศึกษาระดับอาชีวะจะได้วุฒิบัตร จาก Business and Technician Education Council (BTEC) ส่วนในสก๊อตแลนด์ได้วุฒิบัตรจาก Scottish Vocational Education Council (SCOTVEC) แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ First Certificate/Diploma (FC/FD เป็นการศึกษาในระดับที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียน (อายุเกิน 16 ปี) โดยได้รับประกาศนียบัตร GCSE เพียงไม่กี่วิชาหรือไม่ได้รับเลย ซึ่งต้องการจะหางานทำในสายวิชาชีพต่างๆ หลักสูตรการศึกษา 1 ปี เมื่อจบแล้วสามารถเรียนต่อในระดับสูงขึ้นได้อีก National Certificate/Diploma (NC/ND) เป็นการศึกษาในสายวิชาชีพที่มีคุณวุฒิสูงขึ้นจาก FC/FD ใช้เวลาเรียน 2 ปี โดยรับผู้มีคุณวุฒิ FC/FD หรือประกาศนียบัตร GCSE อย่างน้อย 4 วิชา ผู้ที่จบระดับ NC/ND นี้ นอกจากมีวุฒิบัตรวิชาชีพแล้วยังเทียบได้เท่ากับ GCE "A" level ด้วย ซึ่งหากได้คะแนนดีมาก สามารถสมัครเรียนระดับปริญญาตรีได้ Higher National Certificate Diploma (HNC/HND) เป็นการศึกษาในระดับสูงสุดของระดับอาชีวศึกษา หลักสูตร 2 ปี ซึ่งถือว่าระดับนี้เป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ด้วยเช่นกัน รับผู้ที่จบการศึกษา NC/ND หรือ ผู้มีคุณวุฒิ GCSE 3 วิชา + GCE "A" level 1 วิชา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้ถือว่า ได้มีคุณวุฒิสูงกว่าอนุปริญญาของไทยแต่ต่ำกว่าปริญญาตรี 1 ชั้น นอกจากนี้ หากประสงค์จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีก็สามารถทำได้ โดยใช้เวลาศึกษาอีก 2 ปี แต่ทั้งนี้ผลการเรียนต้องดีเด่น สถาบันอาชีวศึกษาของเอกชน ส่วนใหญ่มอบเพียง ประกาศนียบัตร (Certificate) ดังนั้นจึงควรเลือกสถานศึกษาที่ได้รับรองวิทยฐานะจาก The British Accredition Council for Further and Higher Education (BAC) เท่านั้น
ระดับอุดมศึกษา (Higher Education) เป็นการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และ College of Higher Education ปัจจุบัน มหาวิทยาลัย United Kingdomว่า 100 แห่ง เป็นของรัฐบาลเกือบทั้งหมด ยกเว้น University of Buckingham ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว (Polytechnic United Kingdomขณะนี้ ได้ยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยทั้งหมดแล้ว ซึ่งรวมอยู่ใน 80 แห่งดังกล่าวแล้ว) สำหรับ College of Higher Education มีประมาณ 243 แห่ง หลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็น Undergraduate (ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า) BTEC HNC/HND หรือ Diploma of Higher Education (Dip.HE) หลักสูตร 2 ปี ส่วนใหญ่เปิดสอนใน College of Higher Education และอาจมีในมหาวิทยาลัยบางแห่ง รับจากผู้ที่สอบ "A" Level อย่างน้อย 1 วิชา หรือสำเร็จการศึกษาระดับ National Diploma วิธีการสมัครต้องสมัครผ่าน UCAS เช่นเดียวกับปริญญาตรี First Degree (Bachelors Degree) หลักสูตรส่วนใหญ่ 3 ปี ยกเว้นบางสาขาเช่น วิศวกรรมศาสตร์ (4 ปี) สถาปัตยกรรมศาสตร์ (5 ปี) ทันตแพทย์ (5 ปี) สัตวแพทย์ (5 ปี) แพทย์ (6 ปี)ปริญญาที่ให้ได้แก่ Bachelor of Arts (BA), Bachelor of Sciences (B.Sc), Bachelor of Education (B.Ed.), Bachelor of Engineering (B.Eng.)
Post - Graduate (ระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า) แบ่งได้เป็น 3 ระดับ Post-Graduate Certificate/ Diploma หลักสูตร 9 เดือน ถึง 1 ปี รับผู้สำเร็จปริญญาตรี Master Degree หลักสูตร 1-2 ปี รับผู้สำเร็จ ปริญญาตรี ทีมีผลการเรียนดี ปริญญาที่ให้ได้แก่ M.Sc., M.A., M.BA., M.Phil Doctoral Degree หลักสูตรการทำวิจัยใช้เวลา 3 ปี ปริญญาที่ให้คือ Doctor of Philosophy (Ph.D./D.Phil) มหาวิทยาลัยส่วนมากรับผู้ผ่านการศึกษาหลักสูตร M.Phil ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา คือ ภาคต้น Autumn Term ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ถึงกลางเดือนธันวาคม ภาคกลาง Spring Term ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ถึงปลายเดือนมีนาคม ภาคปลาย Summer Term ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนกรกฎาคม สำหรับการรับนักศึกษาใหม่ของสถาบันการศึกษาของรัฐ ในทุกระดับนั้นจะรับเฉพาะในภาคต้น (Autumn Term) เท่านั้น ยกเว้นในหลักสูตรสูงกว่าปริญญาตรี ถ้าเป็นหลักสูตรที่ศึกษาโดยการทำการวิจัย (by research) ก็อาจรับเข้าศึกษาในภาคการศึกษาอื่นๆ ได้ด้วย
สรุปค่าใช้จ่ายในการศึกษาประเทศอังกฤษ
สรุปค่าใช้จ่ายทั่วไป
ค่าครองชีพโดยทั่วไป หากพำนักอยู่ในลอนดอนจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในเมืองอื่นๆ โดยเฉลี่ยดังนี้ - ลอนดอน: ω 6,650 หรือ ω730 /เดือน - เมืองอื่นๆ: ω 5,250 หรือ ω 580/เดือน> |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ทำไมเลือกไปศึกษาต่ออังกฤษ |
|
1. หลักสูตรการเรียนที่มีความหลากหลาย สหราชอาณาจักรมีสถาบันการศึกษากว่า 3000 แห่งที่ยินดีรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน โดยนักศึกษาสามารถเลือกสาขาวิชาและรูปแบบของหลักสูตรที่ต้องการได้ ตามความต้องการและความสามารถของตนเอง 2. ความแปลกใหม่ทางวัฒนธรรม สหราชอาณาจักรประกอบไปด้วยบุคคลจากหลายเชื้อชาติหลายภาษา ซึ่งกิ่ให้เกิดความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม รวมทั้งมุมมองที่เปิดกว้าง ทั้งยังเป็นสังคมที่คละเคล้า ผสมกลมกลืนกันในทางวัฒนธรรม 3. ศูนย์กลางของการเดินทาง สหราชอาณาจักรคือสถานที่ที่รวมประเทศ 4 ประเทศเข้าไว้ด้วยกันคือ อังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ การเดินทางในสหราชอาณาจักรนับได้ว่ามีความสะดวกสบาย เนื่องจากมีเครือข่ายการบิน รถไฟ รถโค้ช หรือรถบัสเชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง นอกจากนี้การเดินทางท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศอื่นๆในยุโรปก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย 4. ประหยัดค่าใช้จ่าย ระยะเวลาของหลักสูตรระดับปริญญาตรีในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่คือ 3 ปี ในขณะที่หลักสูตรระดับปริญญาโทส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 1 ปี จึงทำให้นักศึกษาสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเรียนได้มาก และสามารถเริ่มต้นการทำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่(ลงทะเบียนเรียนเป็นเวลา 6 เดือนขึ้นไป) จะได้รับความคุ้มครองบริการสุขภาพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามโครงการ National Health Service (NHS) รวมถึงในเรื่องทุนการศึกษากว่า 1000 ทุน จากสถาบันการศึกษาต่างๆ และทุนจากรัฐบาลกว่า 21000 ทุนในแต่ละปี ส่วนในเรื่องการทำงาน นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงระหว่างภาคการศึกษา และทำงานเต็มเวลาได้ในช่วงปิดภาค 5. การต้อนรับที่อบอุ่น สหราชอาณาจักรมีประสบการณ์อันยาวนาน ในการดูแลและเข้าใจความต้องการของนักศึกษาต่างชาติได้เป็นอย่างดี ทั้งยังคอยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้นติดต่อเข้าเรียน ไปจนตลอดระยะเวลาการศึกษาและพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร นิกจากนี้สถาบันการศึกษาหลายแห่งก็มีบริการต่างๆ มากมายสำหรับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงบริการรับที่สนามบิน การจัดหาที่พำนักสำนักงานนักศึกษาต่างชาติ ชมรมนักศึกษาต่างชาติ ชมรม/สมาคมต่างๆ อาจารย์แนะแนว และอาจารย์ที่ปรึกษา |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| การทำงานระหว่างเรียน |
1. Work Permits: เป็นใบอนุญาตการทำงานที่ บริษัทขอให้กับพนักงาน ควรเป็นสายงานที่ได้รับการจัดให้เป็น แรงงานที่ขาดแคลน หรือ Shortage Occupation ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สำหรับรายละเอียด แรงงานขาดแคลนล่าสุด สามารถดูได้ที่ www.workpermits.gov.uk 2. Training and Work Experience Scheme (TWES) permits: เป็นการขอใบอนุญาตในการทำงานให้กับพนักงานเพื่อการฝึกงานหรือ เพื่อประสบการณ์การทำงานโดยมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าพนักงานผู้นั้น ต้องเดินทางออกนอกสหราชอาณาจักรหลังจากช่วงที่ได้กำหนดไว้ ทั้งยังต้องใช้เวลาอยู่นอกสหราชอาณาจักรช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะขอสมัคร TWES เพิ่มเติมอีกได้ 3. Innovators Scheme: เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ทำธุรกิจ สามารถพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไปเพื่อการก่อตั้ง หรือดำเนินธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนจำนวนมากโดยต้องยื่นโครงการของธุรกิจ และมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดอื่น ๆ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ www.ind.home office.gov.uk ในหัวข้อ Innovators 4. Highly Skilled Migrant Programme (HSMP): เป็นการสมัครเพื่อย้ายถิ่นฐานไปพำนักที่สหราชอาณาจักรเป็นการถาวร โดยใช้ระบบคะแนนหรือ points system ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ 5 ปัจจัยคือ คุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ระดับรายได้ ความสำเร็จในสายงานที่ทำ และ HSMP Priority Applications หรือสายงานผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ind.homeoffice.gov.uk ในหัวข้อ Highly Skilled Migrant Programme The Fresh Talent-Scotland 2548 เป็นต้นมา สำหรับนักศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยในสก๊อตแลนด์ระหว่างการศึกษา (สำหรับนักศึกษาที่ถือสัญชาตินอกจากประเทศในเขต European Economics และไม่รวมนักศึกษา ที่จบหลักสูตรอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ เช่น หลักสูตร Higher national Certificates หรือ Diploma Postgraduate diplomas หรือ Diploma, Postgraduate diplomas หรือ Honorary degrees) โดยผู้ที่สมัครโปรแกรมนี้ จะต้องมีความตั้งใจที่จะทำงานในช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากที่ได้จบการศึกษา และตนเองมีความสามารถ หรือมีผู้สนับสนุนที่รับผิดชอบ คือที่พักและค่าครองชีพ ผู้ที่ได้ต่อวีซ่าผ่านโปรแกรมนี้จะต้องออกจากประเทศสก็อตแลนด์หลังจากระยะเวลา 2 ปี นอกจากว่าจะได้รับ work permit หรือได้รับอนุญาตให้สามารถอยู่ต่อได้เพราะมีทักษะ ความสามารถเฉพาะ โครงการ Fresh Talent ของประเทศสก็อตแลนด์ครอบคลุมแค่การอนุญาตให้สามารถอยู่ต้อในประเทศได้เท่านั้น แต่การหางานนั้นถือเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล โดยทาง Relocation Advisory Service อาจให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำในการหางานในประเทศสก็อตแลนด์หลังจากจบการศึกษาได้ รวมถึงทาง Scottish Executive ก็ให้ความช่วยเหลือในการจัดการฝึกงานที่เหมาะสมไว้รองรับ และไม่มีข้อกำหนดในประเภทของงานที่สามารถทำได้ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อได้อีก 2 ปี ไม่จำเป็นจะต้องมี work permit ระหว่าง ระยะเวลานี้ แต่ถ้าต้องการก็สามารถยื่นขอ work permit หรือ สมัคร Highly Skilled Migrant Programme ได้เช่นกัน หากมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด ระยะเวลาที่สามารถจะพำนักอยู่ต่อได้ตามกำหนดของโครงการ Fresh Talent หากต้องการพำนักอยู่นานกว่าที่กำหนดไว้ ควรยื่นสมัครภายใต้วีซ่า ประเภทอื่น ๆ ตามที่จะกล่าวถึงในหน้าต่อไป ซึ่งสามารถยื่นเวลาพำนักต่อได้ถึง 4 ปีและอาจสามารถพำนักถาวรในประเทศสก็อตแลนด์ได้ในที่สุด 1. Work permit employment 2. The highly skilled migrant programme 3. Business ownership 4. The Innovators scheme |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ที่พักอาศัย |
|
รูปแบบของที่พักสำหรับนักศึกษาต่างชาติ จะมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล แต่สำหรับที่พักชั่วคราวในช่วงแรก ควรให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้จัดหาที่พักให้เนื่องจากที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้สถานศึกษา ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนที่เรียนในสถาบันเดียวกัน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเดินทางน้อย จึงมีเวลาทำความคุ้นเคยกับท้องถิ่นใหม่ๆ และจะได้พักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยทั่วไปแล้วที่พักที่ทางสถาบันจัดหาให้จะมีราคาไม่แพง โดยปกติค่าเช่าที่พัก หรืออพาร์ตเมนท์ของมหาวิทยาลัยแบบไม่รวมอาหารจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนละ £180-£360 แต่ถ้ารวมอาหารด้วย จะอยู่ในช่วงประมาณเดือนละ £360-£600 ส่วนห้องแบ่งเช่าในบ้านจะอยู่ในช่วงเดือนละ £200-£380 ในขณะที่นักศึกษาซึ่งพักอาศัยกับครอบครัว(รวมอาหารแล้ว) จะเสียค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนละ £450-£550 ราคาแฟลต 1 ห้องนอนใจกลางเมืองลอนดอนมีตั้งแต่ £800-£1000 ต่อเดือน อย่างไรก็ดีนักศึกษาสามารถหาที่พักถาวรได้ในภายหลัง โดยสามารถขอความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษา หรือหาด้วยตัวเอง รูปแบบของที่พักก็มีทั้งของเอกชน และหอพักของสถาบันการศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สถาบันการศึกษาหลายแห่งจะรับประกันที่พักสำหรับนักศึกษาในปีแรก สำหรับหอพักนักศึกษา จะมีทั้งแบบห้องนอนส่วนตัวและแบบที่ต้องอยู่ร่วมกับนักศึกษาอีกคน ส่วนห้องน้ำมักเป็นห้องน้ำรวม แต่สถาบันหลายแห่งก็มีห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว สำหรับนักศึกษาปริญญาโท หรือนักศึกษาผู้ใหญ่ หอพักบางแห่งอาจมีอาหารเช้าและเย็นจัดไว้ให้ด้วย แต่บางแห่งนักศึกษาจะสามารถทำอาหารเองได้โดยใช้ครัวร่วมกับนักศึกษาคนอื่น นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาบางแห่ง ที่มีบ้านสำหรับนักศึกษากลุ่มเล็กๆ หรือแฟลตสำหรับนักศึกษาที่มีครอบครัวแล้ว |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ขั้นตอนการสมัคร เรียนต่ออังกฤษ |
| สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษ ข้อกำหนดในการสมัครจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบัน บางหลักสูตรสามารถเริ่มเรียนเวลาใดก็ได้ แต่บางหลักสูตรก็กำหนดเวลาเรียนไว้ตามปฏิทินการศึกษา ในการสมัครเรียน ผู้สมัครสามารถติดต่อกับแนะแนวการศึกษาต่อเพื่อขอรายละเอียด พร้อมทั้งใบสมัครมากรอกใก้สมบูรณ์และส่งกลับ ซึ่งตามปกติแล้วทางสถาบันจะตอกกลับมาภายใน 2 สัปดาห์ โดยถ้าเป็นการตอบรับ ทางสถาบันจะแจ้งยืนยันที่พัก และขอให้ส่งค่ามัดจำหรือให้ชำระค่าเล่าเรียนเลย และเมื่อได้รับค่ามัดจำ/ค่าเล่าเรียนแล้ว สถาบันจะส่ง Visa Letter มาให้ เพื่อให้ผู้สมัครนำไปขอวีซ่าได้ นอกจากนี้สถาบันสอนภาษาส่วนใหญ่จะเรียกเก็บค่าสมัครพร้อมกับการยื่นใบสมัครทุกครั้ง สำหรับการสมัครในหลักสูตรระดับปริญญาโท- เอก และหลักสูตร MBA ผู้สมัครสามารถขอข้อมูลรายละเอียดของหลักสูตรที่สนใจและใบสมัครได้จากสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศที่เป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษานั้นๆ เอกสารที่ใช้ในการยื่นใบสมัคร เรียนต่ออังกฤษ 1. หลักฐานผลการศึกษาฉบับจริงหรือสำเนา (Official Transcript) และเอกสารรับรองการสำเร็จการศึกษา 2. จดหมายรับรองจากอาจารย์ผู้สอน/อาจารย์ที่ปรึกษา/หัวหน้างาน 2-3 ท่าน (Letters of recommendation) 3. สำเนาหนังสือเดินทาง 4. สำเนาผลการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ 5. เรียงความเกี่ยวกับเหตุผลที่เลือกสาขาและสถาบันนั้นๆ รวมถึงแผนการศึกษาและการทำงานที่ตั้งไว้ 6. ใบผ่านงาน/ ใบรับรองการทำงาน (ถ้ามี) |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ทุนการศึกษา |
| รัฐบาลของสหราชอาณาจักรและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรต่างๆมีทุนการศึกษามากมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาต่างชาติในการศึกษาที่สหราชอาณาจักร โดยจะมีประเภทและลักษณะของแต่ละทุนการศึกษาที่แตกต่างกันไป โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้จาก British Council แม้ทาง British Council นั้นไม่มีการมอบทุนเพื่อการศึกษาต่อเอง แต่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนการศึกษาได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ 1. ทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน คลอบคลุมค่าเล่าเรียนทั้งหมด รวมค่ากินอยู่ตลอดการศึกษาที่สหราชอาณาจักร และส่วนใหญ่จะครอบคลุมค่าตั๋วเครื่องบินของผู้ที่ได้รับทุนด้วย 2. ทุนการศึกษาแบบไม่เต็มจำนวน อาจครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียนทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากจำนวนของทุนจากแหล่งในสหราชอาณาจักรนั้นมีจำกัด นักศึกษาอาจสอบถามถึงทุนการศึกษาต่ออื่นๆ จากรัฐบาลหรือหน่วยงานในประเทศ ซึ่งนักศึกษาสามารถติดต่อสำนักงาน ก.พ. ถึงรายละเอียดข้อมูลนี้ได้ อีกทั้งนักศึกษายังสามารถสมัครขอทุนได้จากองค์กรและหน่วยงานนานาชาติ เช่น UNESCO, The World Bank, The World Health Organization และ The European Commission นอกจากแหล่งทุนดังกล่าวแล้ว บางมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหลายแห่งยังมีทุนและเงินสนับสนุนให้กับนักศึกษาต่างชาติ สำหรับรายละเอียดข้อมูล นักศึกษาสามารถติดต่อทางมหาวิทยาลัยโดยตรง หรือเข้าไปในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| การประกันสุขภาพ |
นักศึกษาต่างชาติ ที่ลงทะเบียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลาในหลักสูตรที่มีระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไปจะได้รับสิทธิหรือได้รับการรักษาฟรีจาก National Health Service (NHS) โดยในสก็อตแลนด์นักศึกษาแบบเต็มเวลาไม่จำกัดระยะเวลาของหลักสูตรจะได้รับสิทธินี้เท่ากัน สำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการ NHS ก็ควรจะทำประกันสุขภาพก่อนออกเดินทาง หรือทันทีที่เดินทางถึงสหราชอาณาจักรแล้ว ก่อนการเข้ารับการรักษาพยาบาลผ่านโครงการ NSH นักศึกษาจะต้องลงทะเบียนเพื่อมีแพทย์ประจำตัว ซึ่งควรจะทำทันทีที่เดินทางไปถึงสหราชอาณาจักรและมีที่อยู่ที่แน่นอนแล้ว ไม่ควรรอไว้จนเจ็บป่วยก่อน ในกรณีที่โรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนมี Health Centre อยู่ ก็ควรลงทะเบียนกับแพทย์ที่ศูนย์นั้น หรือขอคำแนะนำถึงรายชื่อแพทย์ได้จากที่ทำการไปรษณีย์หรือติดต่อ Family Health Services Authority ในเขตนั้นได้ เมื่อสมัครแล้วบัตรประจำตัวจะได้รับการจัดส่งมาให้ทางไปรษณีย์ ซึ่งมีรายละเอียดหมายเลขประจำตัว ถึงแม้ว่าบริการพบแพทย์จะไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ NHS อย่างไรก็ดี นักศึกษาต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่องของยาเอง และในกรณืที่แพทย์ต้องออกใบสั่งยา นักศึกษาต้องจ่ายค่าใบสั่งยาด้วย ในเรื่องของทันตกรรม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่บริการฟรีเหมือนบริการทางด้านการแพทย์ แต่นักศึกษาที่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลผ่าน NHS ก็จะได้ลดราคาเป็นพิเศษในการรักษาฟัน โดยนักศึกษาควรจะต้องลงทะเบียนกับทันตแพทย์ด้วยทันที เมื่อลงทะเบียนกับแพทย์แล้วจะต้องมีการตรวจสอบก่อนว่าทันตแพทย์คนใดรับรักษาคนไข้ของ NHS |
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |
| ข้อแนะนำก่อนการเดินทางก่อนไป เรียนต่ออังกฤษ | |
ตรวจสอบวีซ่าที่ได้รับว่าถูกต้องหรือไม่ พร้อมถ่ายสำเนาไว้ให้กับผู้ปกครองที่เมืองไทย ในกรณีที่ต้องอ้างอิงถึง อาทิเช่น การจัดส่งเงินไปให้กับนักศึกษาภายหลัง การจัดกระเป๋าขึ้นเครื่องโดยทั่วไป สายการบินที่บินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลียในชั้นประหยัด อนุญาตให้ผู้เดินทางสามารถนำสัมภาระติดตัวได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม (check-in เข้าเครื่อง) และกระเป๋าติดตัวขึ้นไปบนเครื่องอีก 1 ใบซึ่งมีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม หากมีน้ำหนักเกินสามารถติดต่อกับสายการบินล่วงหน้าก่อนได้ เพื่อ ดำเนินการขอผ่อนผัน หรือชำระค่าบริการเพิ่มเติม นักศึกษาควรเตรียมตัวและตรวจสุขภาพนอกเหนือจากที่โรงพยาบาลตรวจตามเงื่อนไขที่สถานทูตกำหนดเมื่อยื่นขอวีซ่า โดยเฉพาะในเรื่องของหมอฟัน และจักษุแพทย์ และนอกจากนี้ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน สำหรับนักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เอกสารเกี่ยวกับการเรียนในประเทศอังกฤษที่ควรนำไป ควรเตรียมหลักฐานใบตอบรับการลงทะเบียน, visa letter, ใบตรวจสุขภาพ (IOM), ใบผ่านงาน, Transcript ให้พร้อมและควรถ่ายเอกสารเหล่านี้ให้ผู้ปกครองเก็บไว้ที่บ้าน 1 ชุด ในกรณีตัวจริงหายหรือในบางกรณีผู้ปกครองอาจต้องการหลักฐานเหล่านี้ในการอ้างอิงภายหลัง
เสื้อผ้า : ควรซื้อจากเมืองไทย เพราะราคาถูก และทันสมัยกว่าเสื้อผ้าในประเทศอังกฤษมาก ควรเอาเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ต้องรีด เช่น เสี้อยืด กางเกงยีนส์ สำหรับนักศึกษาหญิง ควรเตรียมชุดชั้นในให้เพียงพอ เพราะมักพบปัญหาเรื่องขนาดไม่พอดีสำหรับคนไทย เสื้อกันหนาว : ควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวที่สามารถกันลมและฝนได้ไปด้วย นอกจากนี้ควรเตรียมเสื้อผ้าสำหรับงานที่เป็นทางการ หรืองานวัฒนธรรมชุดสูทหรือชุดราตรีสักชุด สำหรับ นักเรียนมัธยมความสวมใส่เครื่องแบบตามที่โรงเรียนกำหนด ตำรา : ไทย-อังกฤษ, อังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษ หรือ Talking Dictionary และควรนำตำราไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และอุปกรณ์เครื่องเขียนแบบเรียน และเครื่องคิดเลขไปด้วย ของใช้ส่วนตัว: ควรเตรียมของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวันไปอย่างเพียงพอในช่วงแรก เช่น สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนหนวด ผ้าอนามัย เครื่องสำอาง ฯลฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า : เครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง หรือ คอมพิวเตอร์ หากระยะเวลาใช้งานน้อยกว่า 1 ปี อาจต้องเสียภาษี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นทุกชนิด เช่น หม้อหุงข้าว เตารีด เครื่องเป่าผม มีขายในประเทศอังกฤษ แต่ราคาแพงกว่าเล็กน้อย หากนำติดตัวไปจากเมืองไทย ก็จะต้องไปหาซื้อปลั๊กแปลง (Adaptor) สำหรับระบบไฟฟ้าของประเทศอังกฤษเป็นแบบ 240 โวลต์ โดยมีปลั๊กแบบ 3 ขา ยาประจำตัว : ในกรณีที่จำเป็นต้องมียาติดตัวประจำควรให้แพทย์เขียนฉลากชื่อยาให้ชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษ หรือออกใบรับรองแพทย์ |
|
เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ |





