เรียนต่อต่างประเทศ ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย เรียนต่ออเมริกา ศึกษาต่ออเมริกา
เรียนต่อต่างประเทศ ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย เรียนต่ออเมริกา ศึกษาต่ออเมริกา
Learnmore เรียนต่อต่างประเทศ
เกี่ยวกับ Learnmore ศึกษาต่อต่างประเทศ
Webboard เรียนต่อต่างประเทศ, Au Pair, Intership, Work and Travel
ลิ้งค์ข้อมูล เรียนต่อต่างประเทศ
ติดต่อ Learnmore เรียนต่อต่างประเทศ
กิจกรรม สัมมนา เรียนต่อต่างประเทศ โครงการ Au Pair โครงการ work and travel Intership




โครงการ Work and Travel


ข้อมูลทั่วไปประเทศออสเตรเลีย หลักสูตรและระบบการศึกษาออสเตรเลีย ทำไมถึงเลือกไป ศึกษาต่อออสเตรเลีย
การทำงานระหว่างเรียน ที่พักอาศัย ขั้นตอนการสมัคร เรียนต่อออสเตรเลีย
ทุนการศึกษา การประกันสุขภาพ การเปิดบัญชีธนาคาร
การขอเลขผู้เสียภาษี  ข้อแนะนำก่อนออกเดินทางไปเรียนต่อออสเตรเลีย  
   
   


ประวัติศาสตร์

     เดิมประเทศออสเตรเลียเคยเป็นดินแดนอาณานิคม โดยถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และได้มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาเรื่อยๆ จนในที่สุดดินแดนอาณานิคมต่างๆ ก็ได้รวมตัวกันเป็นประเทศ ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก แบ่งออกเป็น 6 รัฐและ 2 มณฑลแต่ยังมีมณฑลเล็กๆนอกประเทศ ออกไปอีกหลายมณฑล คาดกันว่า ชาวพื้นเมืองอะบอริจินได้ครอบครองประเทศออสเตรเลีย มาเป็นเวลานานกว่า 60,000 ปี และสร้างวัฒนธรรมโลกที่ยาวนานที่สุด ต่อมาอังกฤษได้เข้ามาครอบครอง เพื่อใช้เป็นดินแดนสำหรับกักขังนักโทษ ประเทศออสเตรเลียเริ่มก่อตั้งเป็นระบบประเทศ ปกครองของตนเอง เมื่อปี ค.ศ.1901 แต่ยังคงดำรงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ในเครือจักรภพอังกฤษอยู่ ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ อย่างสันติสุขมาตลอด และยังเป็นประเทศที่มีรัฐบาลมั่นคงในทุกระดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่อยู่อย่างสงบสันติสุขและมั่งคั่งเสมอมา

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย

  รัฐและเมืองต่างๆ
 

ออสเตรเลียประกอบด้วยรัฐใหญ่ 6 รัฐ และเขตปกครองตนเอง 2 มณฑล

Australian Capital Territory    มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย แคนเบอร์ร่า (Canberra) คือเมืองหลวงของประเทศ เป็นศูนย์กลางการปกครอง ลักษณะตัวเมืองทันสมัย เพราะมีการวางผังเมืองอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ตั้งขององค์กรระดับชาติ และหน่วยงานสถานทูตของประเทศต่างๆ รวมทั้งสถานทูตไทย

New South Wales    นิวเซาท์เวลส์ เมืองหลวงชื่อซิดนีย์ (Sydney) รัฐนี้มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด มีชาวไทยและนักศึกษาไทยมากที่สุดด้วย เป็นรัฐที่พัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในออสเตรเลีย ซิดนีย์เป็นเมืองที่คึกคัก มีสีสัน มีชีวิตชีวา สัญลักษณ์ของเมืองคือ โอเปร่าเฮาส์ (Opera House) และสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ (Sydney Harbour Bridge)

Northern Territory    มณฑลตอนเหนือ มี เมืองดาร์วิน (Darwin) เป็นเมืองหลวง เนื้อที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง มีพื้นที่เกษตรกรรมเพียง 10% ภูมิอากาศไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่เป็นแหล่งผลิตเหล้าไวน์ชั้นเยี่ยม

Queensland    ควีนส์แลนด์ เป็นรัฐใหญ่อันดับสอง มีเมืองหลวงคือ บริสเบน (Brisbane) รัฐนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่มีแสงแดด (Sunshine State) มีแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกชื่อ Great Barrier Reefs มีป่าดงดิบและป่าชื้นเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์

South Australia    เซาท์ออสเตรเลีย เมืองหลวงชื่อ อะดิเลด (Adelaide) ครั้งหนึ่งเมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งเทศกาล" เนื้อที่ส่วนใหญ่แห้งแล้งมีพื้นที่เกษตรกรรมเพียง 10% ภูมิอากาศไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่เป็นแหล่งผลิตเหล้าไวน์ชั้นเยี่ยม

Tasmania    ทัสมาเนีย เมืองหลวงคือโฮบาร์ต (Hobart) ทัสมาเนียเป็นรัฐที่เล็กที่สุด ลักษณะเป็นเกาะ ตั้งอยู่ห่างจากรัฐวิคตอเรียแผ่นดินใหญ่ประมาณ 240 กิโลเมตร มีอากาศหนาวที่สุด สภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและที่ราบสูง ทิวทัศน์สวยงามยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของออสเตรเลีย เป็นเมืองสงบ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนถูก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยทัสมาเนีย (University of Tasmania)

Western Australia    เวสเทอร์นออสเตรเลีย เมืองหลวงคือเพิร์ธ (Perth) เป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด อุดมสมบูรณ์ด้วยเหมืองแร่ และแร่ทองคำ มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 12,500 กิโลเมตร อาชีพสำคัญของประชากรคือการทำประมงและทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเพชรได้มากเป็นอันดับสามของโลก เพิร์ธเป็นเมืองที่สะอาด สวยงามและอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ใช้เวลาเดินทางแค่ 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาต่างกับประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

Victoria    วิคตอเรีย รัฐนี้ได้ชื่อว่า Garden State เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น เมืองหลวงคือเมลเบิร์น เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองและ เป็นเมืองที่นักศึกษาไทยไปศึกษามากเป็นอันดับสอง

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  ภูมิอากาศ
     สำหรับภูมิอากาศในประเทศออสเตรเลียนั้นแตกต่างกันในแต่ละรัฐ จะเป็นแบบเขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น อากาศจะหนาวที่สุดในบริเวณที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงใต้และในรัฐทัสมาเนีย (Tasmania Territory) และเป็นเพียงสองแห่งที่มีหิมะตกเสมอ ปรกติแล้วเดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นเดือนที่มีฝนตกชุก และเดือนที่อากาศหนาวที่สุดคือเดือนกรกฎาคม

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย

  ความแตกต่างของเวลา
     เวลาในเมืองซิดนีย์และในเมลเบิร์น เร็วกว่าเมืองไทยประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยมากเมืองต่างๆ ในประเทศออสเตรเลียจะมีเวลาที่เร็วกว่าประเทศในแถบเอเชียประมาณ 2-3 ชั่วโมง เร็วกว่าประเทศในแถบยุโรปประมาณ 9-10 ชั่วโมง และเร็วกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 16-20 ชั่วโมง และในรัฐสำคัญต่างๆ มีการจัดการกับช่วงเวลาในฤดูร้อนโดยจะมีการตั้งเวลาให้ถอยหลัง 1 ชั่วโมง ตั้งแต่วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ไปจนถึงวันอาทิตย์แรกในเดือนเมษายน
ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้าง จึงมีความแตกต่างของเวลาตามมาตรฐานกรีนิช (Greenwich Mean Time, GMT) โดยจัดแบ่งออกเป็น 3 โซน ดังนี้

Eastern Standard Time-EST   เร็วกว่าเวลา GMT 10 ชั่วโมงและเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ใช้ในรัฐ New South Wales, Victoria, Tasmania, Queensland และ Canberra

Central Standard Time-CST   เร็วกว่าเวลา GMT 9.5 ชั่วโมงและเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง ใช้ในรัฐ South Australia และเขตปกครอง Northern Territory

Western Standard Time-WST   เร็วกว่าเวลา GMT 8 ชั่งโมงและเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ใช้ในรัฐ Western Australia

Daylight Saving - ในช่วงฤดูร้อน ประเทศออสเตรเลียจะมีเวลาในช่วงกลางวันยาวนานกว่าในช่วงกลางคืน ดังนั้น ในรัฐ Victoria, New South Wales, South Australia และ Tasmania จึงมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้นจากเดิมอีก 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงมีนาคม

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  รูปแบบการปกครอง

     ประเทศออสเตรเลียปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ มีรูปแบบการปกครองระบบสหพันธรัฐ โดยมีการจัดแบ่งรัฐบาลออกเป็น 3 ระดับ คือ รัฐบาลสหพันธรัฐ รัฐบาลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น มีสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำบริหารประเทศ

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  ประชากร

     ประเทศออสเตรเลียมีความหนาแน่นของประชากรเบาบางที่สุดด้วยประชากรทั้งหมดเพียงประมาณ 21 ล้านคนต่อพื้นที่ กว่า 7 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากรที่เริ่มอพยพเข้ามา ส่วนใหญ่มาจากประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย

  ศาสนา
 
   ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ดังนั้นความเชื่อความศรัทธา และลัทธินิกายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศออสเตรเลียประกอบไปด้วย กลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย

เรียนต่อออสเตรเลย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  ระบบไฟฟ้า
 
   ระบบไฟฟ้าในบ้านนั้นอยู่ที่ 230-250 โวลต์ ซึ่งสามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ได้เลย เป็นแบบตัวเสียบระบบ AC ที่มี 3 หัว สามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปใช้ได้แต่ปลั๊กไฟบ้านเราจะเป็น 2 หัว น้อง ๆ สามารถหาชื้อหัวปลั๊กจากเมืองไทยไปก็ได้หรือไปหาซื้อที่ออสเตรเลียก็ได้

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  สกุลเงินและมาตรการวัด
   หน่วยเงินตราของประเทศออสเตรเลีย คือเหรียญของออสเตรเลีย หรือ A$ ซึ่ง 1 เหรียญ เท่ากับ 100 เซนต์ โดยมีค่าเงินต่างๆดังนี้
เหรียญ : 5 เซนต์, 10 เซนต์, 20 เซนต์, 50 เซนต์, A$1, A$2
ธนบัตร : A$5, A$10, A$20, A$50, A$100

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย


  ธนาคารและเครื่องบริการเงินฝากถอนเงินอัตโนมัต ิ(ATM)
 
   ประเทศออสเตรเลียมีธนาคารเป็นจำนวนมาก และต่างก็เป็นธนาคารที่จดทะเบียนภายใต้ข้อกำหนดของรัฐบาลออสเตรเลียทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามมี 5 ธนาคารหลักในออสเตรเลีย ได้แก่ ธนาคารแห่งชาติออสเตรเลีย ( National Australia Bank ) ธนาคารแห่งเครือจักรภพ ( Commonwealth Bank ) ธนาคารเวสต์แพ็ค ( Westpac ) ธนาคารเอเอ็นแซด ( ANZ Bank ) และธนาคารเซ็นต์จอร์จ ( St. George Bank ) ปรกติธนาคารจะเปิดทำการตั้งแต่เวลา 9.30 น. จนถึง 16.00 น. ในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และในวันศุกร์เปิดบริการถึงเวลา 17.00 น. ในประเทศออสเตรเลียจะมีเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine-ATM) ซึ่งจะมีอยู่ตามศูนย์การค้าทั่วไป นักศึกษาสามารถใช้ฝากเงินและถอนเงินได้ตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการชำระเงินแบบ Electronic Funds Transfer at point of sale-EFTPOS ตามร้านค้าใหญ่ๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายของเฉพาะอย่างหลายแห่ง ซึ่งสามารถถอนเงินสดเพิ่มเติมได้เมื่อซื้อ

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  ค่าครองชีพและชอปปิ้ง

     ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายในการครองชีพ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของเมือง สถาบันการศึกษา ประเภทของหลักสูตร และระยะเวลาของหลักสูตร แต่หากดูโดยรวมแล้ว อัตราค่าใช้จ่ายของประเทศออสเตรเลียจะต่ำกว่าทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
ต่อไปนี้คือรายการค่าใช้จ่ายพอสังเขป สำหรับการครองชีพในออสเตรเลีย:
• ค่าแท็กซี่ เริ่มต้นที่ A$3.2 - A$3.5
• ค่าโทรศัพท์สาธารณะ ขั้นต่ำ 40 เซนต์
• ค่าบัตรโทรศัพท์ A$5, A$10, A$20, A$50
• ค่าส่งจดหมายภายในประเทศ ต้องติดแสตมป์ 50 เซนต์ (สำหรับน้ำหนักไม่เกิน 250 กรัม)
• ค่าส่งจดหมายแบบ air mail ต้องติดแสตมป์ A$1.35 (สำหรับน้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม) c]t A$ 2.0 สำหรับเขตอื่นที่เหลือ
• ค่าส่งจดหมายแบบ aerogramme ต่างประเทศ ต้องติดแสตมป์ A$1.10 ต่อ 1 aerogramme

    วิถีชีวิตในประเทศออสเตรเลียได้รับการจัดว่าเป็นวิถีชีวิตปลอดภัย และอบอุ่นที่มีมาตรฐานทางสังคมสูง รวมทั้งมีสถานที่ชอปปิ้งมากมายในซิดนีย์ เมลเบิร์น และมีสินค้าต่างๆมากมายให้ท่านเลือกได้ในราคาที่หลากหลาย โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาที่ท่านพอใจที่สุดได้ ส่วนเวลาการบริการนั้นเริ่มตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 17.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ทั้งนี้ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์จะขยายเวลาบริการ จนถึงเวลาประมาณ 21.00 น. สำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นส่วนมากจะเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย


   การขับรถ
 
     นักเรียนไทยที่ต้องการขับรถในประเทศออสเตรเลีย จะต้องมีใบขับขี่นานาชาติซึ่งมีรายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และอาจต้องไปสอบภาคปฏิบัติเพิ่มเติมในรัฐที่ต้องสอบใบขับขี่ สำหรับผู้ที่มีใบขับขี่ตลอดชีพ สามารถนำไปแปลที่สถานทูต และยื่นเรื่องของใบขับขี่ของออสเตรเลียได้ โดยอาจต้องสอบข้อเขียน หรือภาคปฏิบัติเพิ่มเติมอย่างไรก็ดี รายละเอียดสำหรับแต่ละรัฐจะแตกต่างกัน
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการขับรถในประทศออสเตรเลียมีดังนี้
หากต้องการขับรถในประเทศออสเตรเลีย แต่ใบขับขี่สากลมีอายุเพียง 1 ปี หลังจากนั้น จำเป็นต้องไปสอบเอาใบขับขี่ของรัฐนั้น ๆ
ประเทศออสเตรเลียมักกำหนดอัตราความเร็วตามสถานที่ อาทิเช่น 60 ก.ม./ชั่วโมงสำหรับในเมือง หรือ 40 ก.ม./ชั่วโมงสำหรับบริเวณโรงเรียน
กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสาร คาดเข็มขัดนิรภัย
นอกจากนี้ผู้ที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 0.05 เปอร์เซ็นต์ (หรือดื่มเดิน 2 แก้วขึ้นไป) ก็ห้ามขับรถ
การใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างที่ขับรถเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
คนขับรถและผู้โดยสารทุกคนต้องใส่เข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่โดยสาร เด็กและเด็กเล็กทุกคนต้องมีอุปกรณ์สำหรับการโดยสารที่เหมาะสม
ระบบการขับรถที่ใช้ในประเทศออสเตรเลีย เป็นระบบขับทางด้านขวา และขับติดด้านซ้ายของถนน

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย


  ระบบสื่อสารโทรคมนาคม


  ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน สำหรับโทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรระหว่างประเทศได้นั้น จะมีบริการอยู่ที่ไปรษณีย์ทุกแห่ง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงเรียน สถานีรถไฟ สี่แยกตามท้องถนนต่างๆ และอื่นๆ ค่าบริการโทรศัพท์ภายในประเทศคือ 40 เซ็นต์ สำหรับการโทรระหว่างประเทศนั้นมีหลากหลายราคา ตั้งแต่ 80 เซ็นต์ต่อนาที ไปจนถึงประมาณ A$ 2.5 ต่อนาทีขึ้นอยู่กับประเทศที่โทรไปประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน สำหรับโทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรระหว่างประเทศได้นั้น จะมีบริการอยู่ที่ไปรษณีย์ทุกแห่ง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงเรียน สถานีรถไฟ สี่แยกตามท้องถนนต่างๆ และอื่นๆ ค่าบริการโทรศัพท์ภายในประเทศคือ 40 เซ็นต์ สำหรับการโทรระหว่างประเทศนั้นมีหลากหลายราคา ตั้งแต่ 80 เซ็นต์ต่อนาที ไปจนถึงประมาณ A$ 2.5 ต่อนาทีขึ้นอยู่กับประเทศที่โทรไป

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การคมนาคม
     ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ยิ่งใหญ่และทันสมัย ซึ่งได้แก่ รถไฟ รถประจำทาง รถราง เรือข้ามฟาก รถไฟลอยฟ้า แท็กซี่ และเรือหางยาว ( Water Taxis ) อย่างไรก็ตาม นักศึกษาชาวต่างชาตินั้นไม่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางด้วยบัตรโดยสารประเภท Concession Card หากฝ่าฝืนท่านจะถูกจับและต้องเสียค่าปรับตั้งแต่ A$ 100 ขึ้นไป แต่สามารถซื้อบัตรโดยสารประเภท Weekly Pass ( รายสัปดาห์ ) หรือประเภท Travel Ten ( 10 เที่ยว )ในการโดยสารรถประจำทาง รถราง และเรือข้ามฟาก เพื่อช่วยประหยัดค่าเดินทางได้ โดยน้อง ๆ จำเป็นต้องมีบัตรผ่านสีแดง สีเหลือง หรือ สีน้ำตาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีความจำเป็นต้องเดินทางไกลแบบข้ามประเทศ หรือเดินทางไปยังเมืองอื่นๆในประเทศออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การเดินทางระหว่างประเทศ

     ประเทศออสเตรเลีย มีสนามบินนานาชาติอยู่หลายแห่งคือที่ Sydney, Adelaide, Melbourne, Brisbane, Perth, Hobart, Darwin โดยมีสายการบินจำนวนมาก ที่มีเส้นทางการบินเชื่อมระหว่างประเทศออสเตรเลีย อาทิเช่น สายการบินแควนตัน บริติชแอร์เวย์ การบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลน์ สายการบินแอร์นิวซีแลนด์ เป็นต้น
หากนักศึกษาจำเป็นต้องเดินทางจากสนามบินนานาชาติต่อไปยังเมืองต่าง ๆ นักศึกษาต้องไปต่อเครื่องที่ท่าอากาศภายในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยุ่งยาก ส่วนใหญ่แล้ว สนามบินจะมีรถของทางสนามบิน ให้บริการรับส่งระหว่างสนามบินภายในประเทศและระหว่างประเทศอยู่แล้ว โดยไม่ต้องออกจากสนามบินระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี นักศึกษาควรเผื่อเวลาระหว่างเที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินภายในประเทศให้มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรหลีกเลี่ยงเที่ยวบินในวันหยุดราชการ วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือกลางดึก เพราะอาจไม่มีบริการดังกล่าวในช่วงวันหยุดหรือกลางดึก
การเดินทางภายในประเทศ
ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ทั้งในระบบรถประจำทาง รถรางไฟฟ้า รถลอยฟ้าและเรือเฟอร์รี่ นอกจากนี้ ยังมีรถไฟที่เชื่อมต่อกันทุกเมือง การให้บริการ จะตรงตามตารางเวลาเสมอ สำหรับแท็กซี่ ก็มีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยคิดค่าบริการตามมิเตอร์ และสามารถเรียกได้ทั้งทางโทรศัพท์ หรือการใช้บริการตามทาง อัตราค่าโดยสารจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ และแต่ละช่วงเวลาของวัน

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การรับรองวิทยฐานะ

     เนื่องจากประเทศออสเตรเลีย มีสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การรับรองวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาจึงนับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับรองวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลียคือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือ ก.พ. นั่นเอง
การพิจารณาเกี่ยวกับการรับรองวิทยฐานะของสถาบันการศึกษา ของสำนักงาน ก.พ. ยึดหลักเกณฑ์เดียวกับการรับรองวิทยฐานะ ของสถาบันศึกษาของประเทศออสเตรเลียเลีย นั่นคือ ก.พ. จะรับรองวิทยฐานะของหลักสูตรที่เปิดสอนที่สถาบันการศึกษา ซึ่งรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย รับรองวุฒินั้นเช่นกันโดยสามารถสอบถามได้จากสำนักงาน ก.พ. หรือตรวจสอบจาก www.ocsc.go.th อย่างไรก็ดี กล่าวโดยสรุปได้ว่า ก.พ. ให้การรับรองวิทยฐานะมหาวิทยาลัยทั้ง 41 แห่งในประเทศออสเตรเลีย
การรับรองวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาของ สำนักงาน ก.พ. จะรับรองวุฒิการศึกษาให้เฉพาะ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่ ก.พ. รับรอง ณ ปีที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนั้น ๆ เท่านั้น และสำนักงาน ก.พ. ไม่รับรองวุฒิการศึกษาที่เรียนในระบบทางไกล (Distance Education) กับสถาบันในประเทศออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระดับใดหรือกับหลักสูตรใด ๆ ทั้งสิ้น
ปัจจุบันนักศึกษาสามารถตรวจสอบการรับรองวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาจาก Website ของสำนักงาน ก.พ. ได้ที่ www.ocsc.go.th/searchdata/data_institute.asp

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  หลักสูตรและระบบการศึกษา


     ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยให้ น้อง ๆ สามารถพัฒนาการเรียนจากระดับหนึ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้ง่ายอีกด้วย

ระบบการศึกษา

- ระดับอนุบาลศึกษา (Kindergarten หรือ Pre-School)


     การศึกษาภาคไม่บังคับ เริ่มรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3-5 ขวบ โดยเน้นการเตรียมความพร้อมให้เด็กมีพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา ทักษะ และสังคม โดยไม่เร่งหรือเน้นในเชิงวิชาการ
-ระดับประถมศึกษา
การเรียนการสอนในระดับประถมศึกษามักจัดชั้นตามอายุ โดยมีอาจารย์ประจำชั้นที่เป็นผู้สอนวิชาพื้นฐานต่างๆ ทั้งหมด วิชาหลักๆ ในระดับนี้เรียนคือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วรรณคดีอังกฤษ และวิชาทางศิลปะ การวัดผลอาศัยการประเมินจากครูผู้สอนเป็นหลัก โรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษาแบบไปกลับ ส่วนโรงเรียนเอกชนมีทั้งแบบสหศึกษาและแยกหญิงชาย ทั้งแบบประจำและไปกลับ

-ระดับมัธยมศึกษา

     การศึกษาระดับมัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. มัธยมศึกษาตอนต้น (Year 7-10) เป็นการศึกษาภาคบังคับ จนถึง Year 10 โดยทั่วไปนักเรียนจะมีอายุ 15 ปี นักเรียนจะเรียนวิชาหลักๆ คือ วรรณคดีอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ พละศึกษา
โรงเรียนส่วนใหญ่เปิดสอนวิชาเลือกต่างๆ ให้นักเรียนเลือกเรียนตามความถนัด เช่น คอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ ดนตรี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมศึกษา ธุรกิจ ซึ่งวิชาเหล่านี้อาจถูกกำหนดให้เป็นวิชาบังคับเพื่อเตรียมนักเรียนเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเรียนต่อสายอาชีพ

2. มัธยมศึกษาตอนปลาย (Year 11-12) นักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมักเลือกเรียนต่อ Year 11-12 เพื่อเตรียมสอบประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา ในแต่ละรัฐจะมีประกาศนียบัตรภายใต้ระบบการศึกษาของรัฐนั้นๆ และเนื่องจากประเทศออสเตรเลียไม่มีระบบการสอบเอ็นทรานซ์ การเข้ามหาวิทยาลัยจึงกำหนดจากระดับคะแนนสะสมที่นักเรียนได้จากการเรียนใน 2 ปีสุดท้าย โดยพิจารณาจากคะแนน UAI : University Assessment … ซึ่งเป็นระบบคิดคะแนนของทุกรัฐ

-ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)


มหาวิทยาลัย (University)
     รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญในการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับประชากรเพียง 19 ล้านคน ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 39 แห่งทั่วประเทศ มีนักศึกษาที่เรียนเต็มเวลา ครึ่งเวลา และเรียนทางไกลอยู่ทั้งหมดกว่า 600,000 คน และมีนักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษากว่า 100,000 คนจากทั่วโลก มหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียส่วนใหญ่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยของเอกชนเพียงไม่กี่แห่ง เช่น Bond University, University of Notre Dame


หลักสูตรที่น่าสนใจ

English Course (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)

หลักสูตรภาษาอังกฤษในออสเตรเลียเรียกว่า ELICOS (English Language Intensive Courses for Overseas Students) คือ ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งเปิดสอนตลอดทั้งปี น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนได้ตั้งแต่ 4 - 48 สัปดาห์ตามความต้องการค่ะ

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น

หลักสูตรภาษาอังกฤษ เพื่อเรียนต่อในระดับมัธยม (High School Preparation) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับน้อง ๆ ก่อนที่จะไปเรียนจริงในโรงเรียนมัธยม

Intensive General English (หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไป) เน้นทักษะทางด้านการพูด ฟัง อ่านและเขียน ใช้เวลาเรียน 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

English plus Activities (หลักสูตรภาษาอังกฤษในช่วงปิดภาคเรียน) เป็นหลักสูตรที่น่าเรียน มาก ๆ ค่ะ เพราะน้อง ๆจะได้ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษและกิจกรรมการท่องเที่ยวควบคู่กันไป โดยเรียนในช่วงเช้า และในภาคบ่ายของหลักสูตรจะมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย
English for Academic Purpose (หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ) เน้นไวยากรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับน้อง ๆ ที่พอมีพื้นฐานภาษาอังกฤษ

English for Examination Purpose (หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมตัวสอบ) เน้นการพัฒนาและฝึกเทคนิคการทำข้อสอบประเภท.IELTS, TOEFL และ สอบข้อทดสอบ Cambridge Certificate รวมทั้งจำลองการสอบสัมภาษณ์เหมือนสถานการณ์จริง

English for Vocational (หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในสายวิชาชีพ)
เป็นการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการเรียนในสายวิชาชีพเฉพาะสาขาต่างๆ เช่น การบิน ท่องเที่ยว การแพทย์ โรงแรม
English Plus Internship & Work Experience (หลักสูตรภาษาอังกฤษควบคู่กับการทำงาน) หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจมากๆ สำหรับน้อง ๆ ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ และต้องการมีประสบการณ์ การทำงานจริงในบริษัทที่ออสเตรเลียและที่สำคัญเมื่อฝึกงานเสร็จแล้ว น้อง ๆ จะได้รับใบรับรองการฝึกงานจากหน่วยงานนั้น ๆ ด้วย

English for Business Purpose (หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ) เป็นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้ในธุรกิจ.เช่น.การเขียนรายงานการประชุม.การนำเสนอ การเขียนแผนงานทางธุรกิจ.การสื่อสารทางธุรกิจ.การต่อรองกับลูกค้า.เป็นต้น


หลักสูตรเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย (Foundation Studies)
เป็นหลักสูตรที่เตรียมความพร้อมให้กับน้องๆในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียโดยใช้เวลาเรียน 1 ปี เนื้อหาของหลักสูตรมาจาก Year 11-12 บวกกับวิชาพื้นฐานในสาขาที่น้อง ๆ จะต้องเรียนต่อในระดับปริญญาตรี เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ บัญชี ฟิสิกข์ หรือเคมี เป็นต้น
หลักสูตรนี้ แบ่งออกเป็น สายวิทย์ สายศิลป์ และธุรกิจ หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่จบ ม6 หรือเทียบเท่าและมีผล IELTS ประมาณ 5.0 หรือ TOEFL ประมาณ 500 ขึ้นไป ถ้าสอบผ่านทุกวิชาของหลักสูตร Foundation ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ก็สามารถจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้เลย สำหรับน้อง ๆ ที่จบปีที่ 1 ในระดับปริญญาตรีในประเทศไทยแล้ว สามารถสมัครเรียนระดับปริญญาตรีได้โดยทันทีโดยไม่ต้องเรียนหลักสูตรนี้

หลักสูตรประกาศนียบัตร/อนุปริญญา

หลักสูตรนี้จะสอนทักษะสำคัญๆ เกี่ยวกับวิชาชีพด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ และหลักสูตรทั่วไป แบ่งการสอนเป็น 3 ระดับคือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับ 1 ถึง 4 (Certificate I-IV) ใช้เวลาเรียน 6 เดือน - 1ปี เป็นหลักสูตรวิชาชีพพื้นฐาน เน้นความรู้ระดับปฏิบัติงาน

อนุปริญญา (Diploma) ระยะเวลาเรียน 2 ปี เป็นหลักสูตรระดับปฏิบัติงาน และวางแผน

อนุปริญญาชั้นสูง (Advanced Diploma) ระยะเวลาเรียน 2-3 ปี สามารถโอนหน่วยกิต ไปต่อระดับปริญญาตรีได้

สถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตร/อนุปริญญา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

สถาบันเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education Institute)

สถาบันเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่องที่เรียกสั้นๆ ว่า เทฟ (TAFE) เป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมให้กับน้อง ๆ เพื่อการทำงานด้านวิชาชีพหรือเพื่อศึกษาต่อ

วิทยาลัยเอกชน (Private Colleges)

     หลักสูตรในวิทยาลัยเอกชนเหมาะสำหรับน้อง ๆที่ต้องการการเรียนภาษาอังกฤษวิชาชีพเพิ่มเติม หลังจากจบปริญญาตรีมาแล้ว เนื่องจากระยะเวลาเรียนสั้น เน้นการปฏิบัติ ถ้ามีผล TOEFL ประมาณ 500 หรือ IELTS ประมาณ 5.0-5.5 สามารถสมัครเรียนได้เลย ถ้าไม่มีผลภาษาอังกฤษ ก็อาจจะไปเรียนภาษาอังกฤษก่อนกับ วิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนทั้งหลักสูตรภาษาอังกฤษและหลักสูตรวิชาชีพ ในบางวิทยาลัยนักศึกษาอาจจะไม่ต้องสอบ IELTS เนื่องจากวิทยาลัยเอกชนจะวัดผลจากการเรียนภาษาอังกฤษของสถาบันเอง
ถ้าผ่านถึงเกณฑ์ที่ทางสถาบันกำหนดก็สามารถเรียนต่อในหลักสูตรที่สนใจได้ ค่าเล่าเรียน การเปิดเรียนของวิทยาลัยเอกชน ส่วนใหญ่จะเปิดรับนักศึกษาใหม่ทุกเดือน การศึกษาพิเศษและวิทยาลัยเอกชน (Special Studies) สถาบันการศึกษาหลายแห่ง โดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิค TAFE และวิทยาลัยเอกชนยังเปิดสอนหลักสูตรที่เรียกว่า การศึกษาพิเศษ (Special Studies) ซึ่งเป็นหลักสูตรให้ความรู้ด้านวิชาชีพระยะสั้นๆ เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม อาหาร เสริมสวย การบิน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรอบรมความรู้พิเศษด้านต่างๆ ทั้งบันเทิงและกีฬา เช่น ว่ายน้ำ ประดาน้ำ กอล์ฟ เทนนิส เป็นต้น

หลักสูตรปริญญาตรี (Bachelor Degree)

ปัจจุบันออสเตรเลียมีมหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี และวิทยาลัย ซึ่งได้รับการยกระดับวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด 39 แห่งทั่วประเทศ คุณภาพได้มาตรฐานเทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นดีของประเทศอังกฤษ แคนาดา และอเมริกา มหาวิทยาลัยเป็นของรัฐบาลทั้งหมดยกเว้น Bond University และ The University of Notre Dame
ปริญญาตรีของออสเตรเลียนั้นจะแตกต่างจากประเทศไทย การรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีจึงพิจารณาจากผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา ในกรณีที่เป็นนักเรียนต่างชาติก็พิจารณาจากผลการเรียนในระดับมัธยมปลายด้วยค่ะ

หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (Graduate Certificate)

เป็นหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน เพื่อเสริมความรู้เฉพาะด้านมีหลายสาขาให้เลือก เช่น ผู้ที่จบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ อาจเรียนหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information System) เพิ่มเติม หรือน้อง ๆ ที่สมัครเรียนในระดับปริญญาโท ทางสถาบันอาจให้ลงทะเบียนหลักสูตรนี้ก่อนเพื่อประเมินผลการเรียนหรือเป็นการ ปรับพื้นฐานและเมื่อน้อง ๆ มีผลการเรียนเป็นตามเกณฑ์แล้วก็สามารถจะศึกษาต่อ ในระดับปริญญาโทได้
หลักสูตรอนุปริญญาโท (Graduate Diploma)
เป็นหลักสูตรที่ใช้ระยะเวลาศึกษา 1 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี ที่มีประสบการณ์ใน การทำงานแล้ว และต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เฉพาะด้าน เป็นหลักสูตร ฟังคำบรรยาย (Coursework) อาจมีการทำ Project หรือ มีภาคปฏิบัติในบางสาขาวิชา ในหลายสาขาวิชา เช่น MBA ได้จัดให้ Graduate Diploma เป็นหลักสูตรปีแรกของโปรแกรม ซึ่งถ้านักศึกษา สามารถทำคะแนนได้ดี ในปีแรกก็สามารถผ่านไปเรียนปีที่สอง ในระดับปริญญาโทได้

หลักสูตรปริญญาโท (Master Degree)
ใช้ระยะเวลาเรียน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและลักษณะการเรียน น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนได้ 3 แบบ คือ

การเรียนแบบเข้าฟังบรรยายในชั้นเรียน (Coursework)

การเรียนแบบเขียนวิทยานิพนธ์ (Thesis)

เรียนแบบเข้าชั้นเรียนและการเขียนวิทยานิพนธ์ (Coursework & Thesis)

น้อง ๆ สามารถสอบถามจากพี่ ๆ ได้ค่ะว่าสถาบันใดให้เรียนแบบใดได้บ้าง เช่น เลือก Coursework 50% และ Thesis อีก 50% หรือ อัตราส่วนระหว่าง Coursework และ Thesis เป็น 70%-30% บางสาขา โดยเฉพาะ MBA รับผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่จะต้องมีประสบการณ์การ ทำงานอย่างน้อย 1 ปี ในกรณีที่จบปริญญาตรีมาสาขาหนึ่ง และต้องการเรียนต่อปริญญาโทอีกสาขาหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยอาจให้ทดลองเรียน 1 ปีก่อน ซึ่งเรียกว่า Master Qualifying จึงจะสามารถเรียนต่อไปในระดับ ปริญญาโทได้

หลักสูตรปริญญาเอก (Doctoral Degree)

ใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ 3-5 ปี เป็นหลักสูตรวิจัยค้นคว้า คือเขียนวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว ขณะนี้บางมหาวิทยาลัยพิจารณาเพิ่มหลักสูตร Coursework เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนระดับปริญญานี้ด้วย ผู้ที่จะเรียนระดับปริญญาเอกจึงควรมีพื้นฐานการทำวิจัยในระดับปริญญาโทมาก่อน

ค่าเล่าเรียนโดยประมาณในแต่ละหลักสูตร

หลักสูตร ค่าเล่าเรียนต่อปี
หลักสูตรปูพื้นฐานก่อนเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี A$9000-A$14000
หลักสูตรระดับปริญญาตรี(Bachelor Degree)  
- สาขาศิลปศาสตร์บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ A$10000-A$13500
- สาขาทางการปฏิบัติการในห้องทดลอง (วิทยาศาสตร์/วิศวกรรม) A$11000-A$16500
หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา  
-Graduate Certificate A$9000-A$16000
-Graduate Diploma A$9000-A$16000
-Master Degree A$11000-A$18500
-ปริญญาเอก A$11000-A$18500
-MBA A$12000-A$55000
หลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมสายอาชีพ(VET) A$5500-A$18000
หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา  
- มัธยมศึกษาตอนปลาย A$6000-A$13000
- ประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น A$5000-A$11000
หลักสูตรภาษาอังกฤษ  
ขึ้นอยู่กับหลักสูร ระยะเวลา สถาบัน A$160-A$470/สัปดาห์

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  ทำไมถึงเลือกไปศึกษาต่อออสเตรเลีย

Australia เป็นประเทศที่มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากอเมริกาและอังกฤษ มีจำนวนนักศึกษาไทยที่เลือกเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียมากกว่า 5,000 คนต่อปี

ความมีชื่อเสียงของสถาบัน
- ในระดับนานาชาติในด้านหลักสูตรการเรียนการสอน และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้
คุณวุฒิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรอง

- ภายใต้กรอบคุณวุฒิทางการศึกษาของออสเตรเลีย (AQF) ซึ่งเป็นระบบการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลออสเตรเลีย
สถาบันการศึกษารับรองคุณภาพโดยรัฐบาล

- ในด้านหลักสูตร คุณวุฒิของคณาจารย์ สิ่งอำนวยความสะดวกและเพื่อให้เป็นผู้จัดสอนหลักสูตรต่างๆ ให้นักศึกษาต่างชาติได้
ปลอดภัย

- ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ปลอดภัย มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำมาก ทั้งยังมีสิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูง
คุ้มค่า

- ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียน จะถูกกว่าในประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษายังสามารถทำงานแบบไม่เต็มเวลาได้
การให้ความสนับสนุนสำหรับนักเรียน นักศึกษา

- ประเทศออสเตรเลียเป็นผู้นำในด้านการให้ความคุ้มครองและบริการต่าง ๆ แก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อช่วยเหลือทั้งด้านการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ การดำเนินชีวิตในประเทศออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การทำงานของนักศึกษาต่างชาติ

    ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศออสเตรเลีย นักศึกษาสามารถทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และในช่วงปิดภาคเรียนสามารถได้แบบเต็มเวลา นักศึกษาจะสามารถเริ่มทำงาน ได้เมื่อเริ่มการศึกษาแล้วเท่านั้น ผู้ติดตามก็สามารถยื่นเรื่องขออนุญาตการทำงานได้ด้วยเช่นกัน
 
    การหางานทำในประเทศออสเตรเลีย ไม่ใช่เรื่องที่ยาก การทำงานนอกจากเวลาตามร้านค้า หรือบริการต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบภัตตาคาร หรือศูนย์การค้า ค่าจ้างที่ได้รับจะอยู่ในช่วง A$ 8- A$16 ต่อชั่วโมงขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน ระดับความรับผิดชอบ ช่วงเวลาของการทำงาน และอายุของนักศึกษา นอกจากนี้ นักศึกษาต่างชาติยังต้องทำเรื่องขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Australia Tax File Number) ด้วย สำหรับการชำระภาษีรายได้จาการทำงาน



  ที่พักใน Australia

     สำหรับนักศึกษาที่ต้องการหาที่พักในประเทศออสเตรเลีย มีทางเลือกมากมาย โดยสามารถเลือกได้จากที่พักที่มีระดับมาตรฐานสูงหลายประเภท ตามงบประมาณ และความจำเป็น โดยสถาบันการศึกษา จะมีเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจ สัญญาเช่าและเงือนไขการเช่า ที่พักอาศัยต่าง ๆ ท่านจึงควรติดต่อ ให้เจ้าหน้าที่ของแผนกที่พักของทางสถาบัน ดำเนินการจัดหาที่พักชั่วคราวให้ท่าน ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้ท่านได้มีเวลาในการหาที่พักที่ถูกใจ สำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาว นอกจากนี้ ท่านยังสามารถหาข้อมูลได้จากโฆษณา เกี่ยวกับห้องพัก อพาร์ตเม้นต์ และบ้านเช่าต่าง ๆ ตามประกาศที่ติดไว้สำหรับนักเรียนศึกษาด้วย
ประเภทของที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษาที่พักประเภทอยู่กับครอบครัว ชาวออสเตรเลีย หรืออยู่ฟาร์ม (Homestay และ Farmstay) ประมาณสัปดาห์ละ A$ 110-270

     การพักอาศัยกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับช่วงเดือนแรกของการไปศึกษา เพราะนักศึกษาจะต้องปรับตัวให้เข้าใหม่ ซึ่งมักจะยังมีข้อสงสัย และปัญหาต่าง ๆ มากมายการพักกับครอบครัว จะทำให้นักศึกษามีผู้ดูแล อำนวยความสะดวก แนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิต สถานที่สำคัญต่าง ๆ วิธีการเดินทาง และอื่น ๆ ที่สำคัญคือทำให้ได้ฝึกภาษาอังกฤษจากการใช้ชีวิตจริง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ วิถีการดำเนินชีวิตของชาวออสเตรเลียด้วยความรู้สึกที่เป็นกันเอง ซึ่งบางกรณี อาจเป็นส่วนช่วยสนับสนุน หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงาน ในช่วงการศึกษาเล่าเรียนได้อีกด้วย การพักอาศัยแบบนี้ เป็นที่นิยมของนักศึกษาที่อายุยังน้อยหรือที่มาเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษระยะสั้น เพราะนอกจากจะมีผู้ดูแลแล้ว ส่วนใหญ่จะคิดรวมค่าอาหารอยู่ในค่าที่พักที่จ่ายให้กับทางครอบครัวแล้ว สำหรับห้องพัก อาจมีทั้งแบบห้องเดี่ยว หรือห้องรวม ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป ในบางครอบครัว อาจจะให้ท่านดูแลเรื่องอาหารการกินเอง ราคาที่พักก็จะถูกกว่า
สถาบันการศึกษาต่าง ๆ จะมีรายชื่อของครอบครัว ที่พร้อมจะรับนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ โดยสถาบันจะคัดเลือกครอบครัวที่มีชื่อเสียงดี มีที่พักอาศัยที่มีมาตรฐาน ในราคาสมเหตุสมผล

     สำหรับการพัก แบบฟาร์มสเตย์ ก็จะเป็นลักษณะเดียวกันแต่ที่พักจะตั้งอยู่ในชนบท โดยสามารถเลือกประเภทของฟาร์มได้ เช่น ฟาร์มวัว แกะ ไร่ข้าวโพด หรืออื่น ๆ และถ้าสนใจก็สามารถทำกิจกรรมประจำวันในไร่ได้ สิ่งน่าสนใจสำหรับฟาร์มสเตย์คือ อาหารซึ่งก็มักจะได้มาจากฟาร์มเอง ก็จะเป็นเจ้าบ้านที่ดีที่สมใจและอยากเรียนรู้ในวัฒนธรรมของผู้มาพักด้วย

     ที่พักแบบโฮสเทลส์ และเกสท์เฮาส์ (Hostels และ Guest Houses) ประมาณสัปดาห์ละ A$ 80-135
โดยทั่วไป ที่พักประเภทบ้านเช่านั้น ดำเนินการโดยองค์ต่าง ๆ เช่น Youth Hostels Australia และ Young Men’s Christian
Association (YMCA) ที่พักประเภทนี้นักศึกษาจะต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน อาทิ เช่น ห้องครัว และห้องน้ำ ส่วนใหญ่แล้วที่พักประเภทนี้จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแบบพักกับครอบครัว แต่เมื่อคิดรวมเรื่องอาหารแล้ว จะพบว่าที่พักแบบ hostel จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แบบพักกับครอบครัวประมาณ 20% แต่ข้อได้เปรียบของแบบ hostel คือ นักเรียนจะมีความเป็นอิสระมากกว่า ไม่ต้องถูกกำหนดโดยตารางเวลาของครอบครัว และนักศึกษาต้องไม่ลืมว่าที่พักแบบนี้เป็นแบบห้องรวม โดยที่บางแห่ง อาจจะต้องแบ่งห้องรวมกับคนอื่นจำนวนตั้งแต่ 2-8 คน ก็ได้ ดังนั้น ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จะมาจากการรบกวนของเพื่อนร่วมห้อง การใช้ของของคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกที่พักประเภทนี้ ถึงจะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็อาจมีปัญหา และเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ การเลือกผู้ร่วมเช่าผิด และไม่แบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาที่กล่าวมา ดังนั้น นักศึกษาอาจเลือกที่พักประเภทนี้ เป็นทีพักชั่วคราวจนกว่าจะหาที่พักถาวรได้

ที่พักประเภทเช่าอาศัยอยู่ร่วมกัน (Shared Accommodation) ประมาณสัปดาห์ละ A$ 50-160 ที่พักประเภทเช่า (Rental Accommodation) ประมาณสัปดาห์ละ A$ 70-350

หลังจากนักศึกษาได้เข้ามาเรียนเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วจะรู้จักผู้คนและคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น และมีข้อมูลของที่พักประเภทนี้ ซึ่งนักศึกษาส่วนมากจะเลือกใช้บริการที่พักประเภทนี้ในระยะยาว เนื่องจากจะประหยัดและเป็นอิสระมากกว่า และสามารถเลือกเพื่อนร่วมเช่าบ้านได้เอง โดยนักศึกษาสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านให้เช่าได้จากป้ายประกาศที่มหาวิทยาลัยหรือโฆษณาจากหนังสือพิมพ์ บ้านเช่านี้จะมีทั้งแบบที่มีเครื่องเรือนให้ หรือแบบไม่มีเครื่องเรือน เจ้าของบ้านเช่าจะเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและจะต้องจ่ายเงินมัดจำเช่าล่วงหน้าด้วย นักศึกษาที่อยู่ร่วมบ้านเช่าเดียวกันจะต้องมีการแบ่งหน้าที่และงานบ้านกัน เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบช่วยเหลือตัวเอง และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้

     ที่พักในโรงเรียนประจำ (Boarding School) ประมาณปีละ A$8000 – 11000

โรงเรียนมัธยมศึกษาของเอกชนส่วนมาก มีห้องพัก พร้อมดูแลเรื่องอาหาร และซักรีด สำหรับนักเรียนต่างชาติ
หมายเหตุ: สำหรับโรงเรียนประจำประเภทนี้ นักเรียนจะต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่มเติมจากค่าหอพัก

ที่พักในมหาวิทยาลัยประมาณสัปดาห์ละ A$80-250

มหาวิทยาลัยส่วนมาก จะมีที่พักหลายประเภท ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือบริเวณใกล้ ๆ กับวิทยาเขต เช่น อพาร์ตเม้นท์ ของมหาวิทยาลัย ที่พักประเภท residential colleges หรือ ที่พักประเภท halls of residence ซึ่งปกติ จะมีค่าเช่าถูกและเป็นทางเลือกที่นิยมกันมากในหมู่นักศึกษาต่างชาติ ที่เรียนหลักสูตรแบบเต็มเวลา ส่วนค่าเช่าจะแตกต่างกันไป ตามประเภทของที่พัก

ที่พักประเภท residential colleges

ที่พักประเภท residential colleges จะจัดอาหาร ทำความสะอาด และดูแลที่พักให้ พร้อมรวมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา และสังคม การสอนเสริม ห้องสมุด และโดยปกติ จะมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ด้วย ค่าเช่าที่พักประเภทนี้ ค่อนข้างจะแพงกว่า ค่าเช่าที่พักประเภท hall of residence เล็กน้อย

ที่พักประเภท halls of residence

ที่พักประเภท halls of residence ตั้งอยู่ ในบริเวณมหาวิทยาลัย หรือบริเวณใกล้ ๆ กับวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย หรือบริเวณใกล้ ๆ กับวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยและปกติค่าเช่าของที่พักประเภทนี้ จะถูกกว่าที่พักประเภท residential colleges นักศึกษาต่างชาตินิยมที่พักประเภทนี้ปกติทางที่พักจะจัดอาหาร และดูแลทำความสะอาดให้ ที่พักประเภทนี้จะรับเฉพาะนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรแบบเต็มเวลาเท่านั้น หากนักศึกษาต้องการที่พักประเภทนี้ นักศึกษาจะต้องจองล่วงหน้านาน ๆ เพราะเป็นที่ต้องการสูง



  ขั้นตอนการสมัครเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย


    เมื่อพิจารณาเลือกสถาบันการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวเราได้ส่วนหนึ่งแล้ว ก็สามารถติดต่อไปยังสถาบันนั้น ๆ โดยตรง เพื่อขอใบสมัคร หรือสามารถติดต่อขอรับใบสมัครจากตัวแทนของสถาบันในประเทศไทย หรือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ เมื่อได้รับใบสมัครแล้ว กรอกใบสมัครให้ครบและแนบเอกสารประกอบการสมัครดังนี้
 
   1. ค่าสมัคร: นักศึกษาต้องจัดส่งค่าสมัครตามจำนวนและในรูปแบบที่กำหนดไว้ในใบสมัคร ไปพร้อมกับใบสมัครด้วย ซึ่งอาจจัดส่งไปในรูปแบบของเช็คธนาคาร สั่งจ่ายชื่อสถาบันการศึกษา หรือการชำระเงินโดยเครดิตการ์ด
 
   2. หลักฐานเกี่ยวกับการศึกษาที่ผ่านมา (Transcript): ต้องเป็นภาษาอังกฤษ หากไม่มี ต้องนำไปให้หน่วยงานแปลเอกสารที่ได้รับการรับรอง แปลเป็นภาษาอังกฤษให้ก่อน (บางสถาบันอาจกำหนดให้ส่งเอกสารต้นฉบับ หรือสำเนาที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น) รวมทั้งสำเนาคุณวุฒิทางการศึกษาต่าง ๆ ที่ได้รับ

    3. หลักฐานความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ: แต่หากสมัครในหลักสูตรภาษาอังกฤษ นักศึกษาไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานในส่วนนี้อย่างไรก็ดี การสมัครในหลักสูตรระดับปริญญาโทส่วนใหญ่นักศึกษามักต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมดังนี้

    4. เอกสารเกี่ยวกับการทำงานที่ผ่านมา: ในกรณีที่ยื่นใบสมัครในหลักสูตรที่กำหนดให้ผู้สมัครมีประสบการณ์
 
   5. จดหมายรับรองของอาจารย์ผู้สอน / อาจารย์ที่ปรึกษา 2-3 ท่าน (Letter of Recommendation): ต้องเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน หากนักศึกษายังไม่เคยทำงานมา ต้องให้อาจารย์ผู้สอนหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้เขียนให้ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานมาแล้วเป็นระยะเวลานาน หรือผู้ที่สำเร็จการศึกษามาเป็นเวลานานแล้วสามารถให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ออกเอกสารให้ได้ แต่ก็ยังควรใช้จดหมายรับรองจากอาจารย์อย่างน้อย 1 ฉบับ

    6. เรียงความประวัติส่วนตัวของนักเรียน (Statement of Purpose) : เป็นบทความที่เขียนขึ้น โดยครอบคลุมถึงประวัติการศึกษาที่ผ่านมา และโครงการการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย รวมถึงความตั้งใจและเป้าหมายในการศึกษา

     7. หัวข้องานวิจัย: ในกรณีที่นักศึกษาต้องการสมัครหลักสูตรงานวิจัย ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก นักศึกษาต้องส่งรายละเอียดเบื้องต้น เกี่ยวกับงานวิจัยที่ต้องการทำไปด้วยเนื่องจากสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ต้องใช้รายละเอียดในส่วนนี้ในการจัดหาอาจารย์ที่สามารถดูแลนักศึกษาได้
เมื่อนักศึกษากรอกใบสมัคร พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการสมัครครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ การลงลายมือชื่อ ท้ายใบสมัคร อาจทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ล่าช้าไปโดยใช่เหตุ เนื่องจากสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ จะไม่สามารถดำเนินการสมัครใดใดได้เลย หากนักศึกษาไม่ได้ลงลายมือชื่อ ซึ่งหมายถึงสถาบันการศึกษาต้องติดต่อกลับที่นักศึกษาก่อน เพื่อให้ลงชื่อแล้วจึงจะสามารถนำเรื่องทั้งหมด ไปดำเนินการได้

    นักศึกษาสามารถส่งใบสมัครและเอกสารประกอบทั้งหมดกลับไปยังสถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลียโดยตรงได้ หรือส่งกับตัวแทน ของสถาบันในประเทศไทย หรือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลียที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

    เมื่อสถาบันได้เอกสารต่าง ๆ ครบ ก็พิจารณาแจ้งผลการสมัครให้ทราบ โดยระยะเวลาที่ใช้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบัน ในกรณีที่สถาบันพิจารณารับนักศึกษาเข้าในหลักสูตรที่สมัคร สถาบันก็จะจัดส่งจดหมายแจ้งให้ทราบซึ่งรียกว่า Letter of Offer โดยจะแจ้งเงื่อนไขต่าง ๆ ของสถาบันให้ทราบด้วย ทั้งในเรื่องของการยืนยันเพื่อเข้าศึกษา การชำระค่าเล่าเรียนล่วงหน้าเพื่อการออกเอกสาร COE ที่ต้องใช้ในการสมัครขอวีซ่า ฯลฯ

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย

  ทุนการศึกษา

รูปแบบของทุนการศึกษา ซึ่งมาจากรัฐบาลออสเตรเลียและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มักจะเป็นทุนที่ให้เพื่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสำหรับระดับบัณฑิตศึกษาแต่อย่างไรก็ดี ยังมีองค์กรอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
มหาวิทยาลัยออสเตรเลียให้ทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหลายประเภทแก่นักศึกษาต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทุนการศึกษา ในระดับปริญญาเอกหรือ ปริญญาโทโดยการทำงานวิจัย ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อกับสถาบันการศึกษานั้น ๆ โดยตรงได้หรือติดต่อสำนักงาน ก.พ. หรือสถานทูตออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย

  การทำ OSHC


    ท่านต้องกรอกใบสมัครสำหรับ OSHC ซึ่งสามารถขอรับได้ที่ผู้ให้บริการประกันสุขภาพแบบ OSHC หรือที่สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการศึกษาจะเลือกผู้ให้บริการประกันสุขภาพ OSHC ไว้แล้ว และสถาบันมักจะเป็นผู้ดำเนินการสมัคร รวมถึงการจัดเก็บ ค่าเบี้ยประกันจากนักศึกษาในเวลาเดียวกันกับดำเนินเรื่องการสมัครเรียนของท่าน
โดยปัจจุบัน (ณ เดือนสิงหาคม 2548) ผู้ที่สามารถให้บริการประกันสุขภาพแบบ OSHC มีดังนี้

    1. MedibankPrivate(www.medibank.com.au/productandservices/overseas/students/intro.asp)

    2. Teachers Union Health Fund Limited รับเหมาสัญญาต่อจาก Worldcare Assist (www.worldcare.com.au)

    3. BUPA Australia (www.overseasstudenthealth.com)

    4. OSHC รับเหมาสัญญาต่อจาก Australia Health Management Group (www.ahmg.com.au/OSHC)

    นักศึกษาสามารถทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมความคุ้มครองได้ในรูปแบบของ Extra OSHC แต่สำหรับนักศึกษาที่เดินทางเข้าประเทศออสเตรเลีย ด้วยวีซ่าในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นักเรียนและลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรระยะสั้นเป็นเวลา 3 เดือนหรือสั้นกว่า จะไม่สามารถทำประกันสุขภาพแบบ OSHC ได้แต่นักศึกษาสามารถซื้อแผนประกันสุขภาพเดินทาง หรือแผนประกันอื่น ๆ แทนได้
อัตราค่าเบี้ยประกัน

    อัตราค่าเบี้ยประกัน OSHC จะทำอยู่กับระยะเวลาที่ผ่านต้องอยู่ในประเทศออสเตรเลีย และผู้ให้บริการประกัน แต่โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ A$ 88 สำหรับ 3 เดือน หรือ A$ 349 ต่อปีสำหรับผู้ทำประกันเดี่ยว (ข้อมูลตัวเลขสำหรับหลักสูตรเริ่มต้นในปี 2007 เป็นต้นไป) ถ้าท่านจะนำครอบครัวไปด้วย ท่านต้องชำระค่าเบี้ยประกันแบบครอบครัว โดยค่าเบี้ยประกันทั้งหมด จะต้องชำระก่อนการเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลีย

    เมื่อท่านเดินทางมาถึงประเทศออสเตรเลีย ท่านต้องยืนยันสถานภาพการเป็นสมาชิก OSHC กับผู้ให้บริการ
โดยท่านต้องแสดงหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวท่าน และตรวจสอบความถูกต้องของระยะเวลาการประกัน
การต่ออายุความคุ้มครอง

    ประกันแบบ OSHC จะต้องมีอายุที่ครอบคลุมตลอดช่วงระยะเวลาที่ท่านต้องอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งหมายถึงท่านต้องทำเรื่องต่อประกันทุกครั้ง ที่ท่านลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมหรือทุก 12 เดือน เมื่อถึงช่วงหลักสูตรสุดท้ายของแผนการเรียน ท่านจะสามารถทำประกันแบบ 18 เดือนได้

    สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ดำเนินการต่ออายุประกันและจัดส่งค่าเบี้ยประกันไปให้บริการแทนนักศึกษา แผนประกันจึงได้รับการต่ออายุ และผู้ให้บริการ OSHC ก็จะออกบัตรสมาชิกใหม่ให้นักศึกษาโดยอัตโนมัติ

    ผู้ให้บริการจะไม่ให้ผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ในช่วงที่สถานภาพสมาชิกประกัน OSHC ขาดตอน

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การประกันสุขภาพนักศึกษาต่างชาติ (Overseas Student Health Cover – OSHC)


    ประเทศออสเตรเลียมีระบบจัดการเป็นพิเศษในเรื่องของความคุ้มครองด้านสุขภาพสำหรับนักศึกษาต่างชาติในประเทศออสเตรเลีย คือ Overseas Student Health Cover (OSHC) โดยที่นักศึกษาต่างชาติทุกคน (ยกเว้นนักศึกษาจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์) จำเป็นต้องมีประกันสุขภาพ ตลอดช่วงระยะเวลาของวีซ่านักเรียนในประเทศออสเตรเลีย OSHC เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพแก่นักศึกษาต่างชาติ เหมือนกับ ความคุ้มครองที่มีให้กับชาวออสเตรเลียน ผ่านทาง Medicare (โครงการประกันสุขภาพระดับประเทศของออสเตรเลีย)

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การขอเปิดบัญชีธนาคาร (Opening a Bank Account)


เมื่อทำงานที่ออสเตรเลีย การเปิดบัญชีธนาคารมีความจำเป็นมากเพราะเมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้าง จะจ่ายผ่านทางธนาคารทุก ๆ อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน

เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อขอเปิดบัญชีธนาคาร
1. หนังสือเดินทาง

2. ที่อยู่ของผู้ขอเปิดบัญชี เพื่อจัดส่งเอกสารต่อไป

3. password ของบัญชี

4. PIN number ของบัญชี

5. เงินสดจำนวน AUD$50 เพื่อเปิดบัญชี

7 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเปิดบัญชี


1. นำหนังสือเดินทางไปขอเปิดบัญชี

2. แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการเปิดบัญชี

3. เจ้าหน้าที่จะถามคำถามง่าย ๆ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น เช่น

- ชื่ออะไร

- ชื่อคุณสะกดอย่างไร

- ที่อยู่

- ขอดูหนังสือเดินทาง

- เบอร์โทรศัพท์

- จะมีเงินโอนมาจากประเทศของคุณไหม

- บ่อยแค่ไหนที่คุณจะถอนเงิน

4. เจ้าหน้าที่จะถามคุณเกี่ยวกับ “secret password”

5. ผู้ขอเปิดบัญชีจะต้องเซ็นเอกสารให้ตรงกัลป์ปลายเซ็นในหนังสือเดินทาง

6. เจ้าหน้าที่จะชี้แจ้งเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้คุณทราบ

7. บัตร ATM จะถูกส่งไปให้ทางไปรษณีย์ภายใน 5 วันทำการ แต่คุณสามารถเบิกถอนเงินได้ที่ธนาคารระหว่าง ที่รอบัตร ATM

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย



  การขอเลขผู้เสียภาษี


นักศึกษาที่เข้ามาศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ต้องทำเรื่องขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี(Tax File Number-TFN) และต้องยื่นเรื่องเสียภาษีเงินได้กับสำนักงานสรรพากร สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน A$ 6000 ต่อปีได้รับการยกเว้นภาษี หรือ tax-free threshold นอกจากนี้รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ใช้ระบบการจัดเก็บภาษี General Goods and Service Tax หรือ GST จำนวน 10% ของราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะเป็นราคาที่ได้รวมภาษีในส่วนของ GST ไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่ได้มีการแจ้งไว้เป็นอย่างอื่น
การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File Number) เพื่อการทำงานในออสเตรเลีย

A Tax file number (TFN) คือ เลขประจำตัวเสียภาษีที่ทางหน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรของประเทศออสเตรเลีย (Australian Taxation Office (ATO) จะออกให้ผู้ที่ไม่ใช่คนออสเตรเลียเมื่ออาศัยอยู่และต้องการทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเท่านั้น
ตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียคนต่างชาติที่ต้องการทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย จะต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทุกคน รวมไปถึงคนที่ถือวีซ่านักเรียน (Student Visas) และ การท่องเที่ยวเพื่อทำงานด้วย (Working Holiday Visas)

เมื่อเริ่มทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย นายจ้างจะถามถึงเลขประจำตัวเสียภาษีของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างยังไม่มีก็จะต้องยื่นขอ และส่งให้นายจ้างภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่เริ่มทำงาน
การยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File Number)

สามารถยื่นขอเลขประจำตัวตัวผู้เสียภาษีได้ 2 ทางดังนี้

1. สามารถยื่นขอผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุดโดยกรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน http://www.ato.gov.au/content.asp?doc=/content/38760.htm

2. สามารถกรอกข้อมูลได้โดยตรงได้ที่สำนักงานใกล้บ้าน หรือต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 13 14 50 หรือที่
Australian Taxation Office
Superannuation Business Line
PO Box 277
WTC VIC 8005

นักศึกษาที่เข้ามาศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ต้องทำเรื่องขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี(Tax File Number-TFN) และต้องยื่นเรื่องเสียภาษีเงินได้กับสำนักงานสรรพากร สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน A$ 6000 ต่อปีได้รับการยกเว้นภาษี หรือ tax-free threshold นอกจากนี้รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ใช้ระบบการจัดเก็บภาษี General Goods and Service Tax หรือ GST จำนวน 10% ของราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะเป็นราคาที่ได้รวมภาษีในส่วนของ GST ไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่ได้มีการแจ้งไว้เป็นอย่างอื่น
การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File Number) เพื่อการทำงานในออสเตรเลีย

A Tax file number (TFN) คือ เลขประจำตัวเสียภาษีที่ทางหน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรของประเทศออสเตรเลีย (Australian Taxation Office (ATO) จะออกให้ผู้ที่ไม่ใช่คนออสเตรเลียเมื่ออาศัยอยู่และต้องการทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเท่านั้น
ตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียคนต่างชาติที่ต้องการทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย จะต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทุกคน รวมไปถึงคนที่ถือวีซ่านักเรียน (Student Visas) และ การท่องเที่ยวเพื่อทำงานด้วย (Working Holiday Visas)

เมื่อเริ่มทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย นายจ้างจะถามถึงเลขประจำตัวเสียภาษีของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างยังไม่มีก็จะต้องยื่นขอ และส่งให้นายจ้างภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่เริ่มทำงาน
การยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File Number)

สามารถยื่นขอเลขประจำตัวตัวผู้เสียภาษีได้ 2 ทางดังนี้

1. สามารถยื่นขอผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุดโดยกรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน http://www.ato.gov.au/content.asp?doc=/content/38760.htm

2. สามารถกรอกข้อมูลได้โดยตรงได้ที่สำนักงานใกล้บ้าน หรือต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 13 14 50 หรือที่
Australian Taxation Office
Superannuation Business Line
PO Box 277
WTC VIC 8005

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย


  ข้อแนะนำก่อนการเดินทางไป เรียนต่อออสเตรเลีย


วีซ่า
ตรวจสอบวีซ่าที่ได้รับว่าถูกต้องหรือไม่ พร้อมถ่ายสำเนาไว้ให้กับผู้ปกครองที่เมืองไทย ในกรณีที่ต้องอ้างอิงถึง อาทิเช่น การจัดส่งเงินไปให้กับนักศึกษาภายหลัง
การจัดกระเป๋าขึ้นเครื่อง
โดยทั่วไป สายการบินที่บินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลียในชั้นประหยัด อนุญาตให้ผู้เดินทางสามารถนำสัมภาระติดตัวได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม (check-in เข้าเครื่อง) และกระเป๋าติดตัวขึ้นไปบนเครื่องอีก 1 ใบซึ่งมีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม หากมีน้ำหนักเกินสามารถติดต่อกับสายการบินล่วงหน้าก่อนได้ เพื่อ ดำเนินการขอผ่อนผัน หรือชำระค่าบริการเพิ่มเติม

การตรวจสุขภาพ
นักศึกษาควรเตรียมตัวด้านสุขภาพนอกเหนือจากที่โรงพยาบาลตรวจตราเงื่อนไขที่สถานทูตกำหนดเมื่อยื่นขอวีซ่า โดยเฉพาะในเรื่องของหมอฟัน และจักษุแพทย์ เนื่องจากประกันสุขภาพจะไม่ครอบคลุม อย่างไรก็ดี ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน สำหรับนักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย
เอกสารเกี่ยวกับการเรียนในประเทศออสเตรเลีย
รวมถึงใบตอบรับการลงทะเบียนหรือ COE ผล IELTS หรือ TOFEL ใบผ่านงาน Transcript ควรถ่ายเอกสารเหล่านี้ให้ผู้ปกครองเก็บไว้ที่บ้าน 1 ชุด ในกรณีตัวจริงหายหรือในบางกรณีผู้ปกครองอาจต้องการหลักฐานเหล่านี้ในการอ้างอิงภายหลัง

รายการสิ่งของที่ต้องนำติดตัวเวลาขึ้นเครื่องบิน

- หนังสือเดินทางที่มีวีซ่าประทับ
- ตั๋วเครื่องบิน
- เอกสารเกี่ยวกับการเรียน และที่พัก
- ปากกา สำหรับกรอกใบ ต.ม. 6 และใบขาเข้า
- คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (ถ้ามี)
- เงินสด (ไม่ควรเกิน A$ 3000)
- Traveler Cheque, Bank draft หรือ บัตรเครดิต
- เสื้อกันหนาว 1 ตัว
- Overnighter ควรเตรียมของใช้ส่วนตัวสำหรับกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นเช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน โลชั่นฯลฯ ขนาดพกพา เสื้อลำรอง ชั้นใน เป็นต้น

สิ่งที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าประเทศ

ยกเว้นว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไขการกักกันโรค และได้รับอนุมัติโดยแผนกบริการตรวจตรา และกักกันโรคของออสเตรเลียก่อนที่จะออกเดินทาง

- นก ขนนก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลี้ยงที่มีปีก
- เมล็ดธัญพืช และถั่วตากแห้ง
- ผลิตภัณฑ์จากนม (ยกเว้นผลิตภัณฑ์จากประเทศนิวซีแลนด์ และอาหารหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัมสำหรับทารก)
- ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของไข่
- ผัก และผลไม้สด
- น้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์จากผี้ง เช่น นมผึ้ง
- แมลง สัตว์ และพืชที่มีชีวิต
- เนื้อ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อ (ทั้งสดและแห้ง) รวมถึงเนื้อหมูกระป๋อง
- กิ่งพืชที่เตรียมไว้จะตอนเพื่อปักชำ หัว หรือกระเปาะ หรือเชื้อเพาะปลูกของ พืช หรือของสิ่งที่มีชีวิต
- ปลาเทร้าท์ และแซลมอน (สด ดอง หรือแห้ง)
- ดิน และทราย
- ฟาง และหญ้าแห้ง ทั้งที่บรรจุหรือยัดเป็นหีบห่อ และเครื่องประดับที่ทำจากฟาง

สิ่งที่จำเป็นอื่นๆ ที่ควรนำไป

เอกสารด้านการเรียน ตัวจริงพร้อมสำเนา อาทิเช่น ใบตอบรับและใบยืนยันให้เข้าเรียนจากสถาบันการศึกษาในประเทศออกเตรเลีย ใบเสร็จค่าเล่าเรียน ผล IELTS หรือ TOEFL ใบผ่านงาน Transcript รูปถ่าย เป็นต้น เอกสารเหล่านี้ควรทำสำเนาเก็บไว้ที่บ้าน 1 ชุด รวมทั้งสำเนาหนังสือเดินทาง และวีซ่า ในกรณีตัวจริงเกิดเสียหาย หรือในกรณีที่ผู้ปกครองอาจต้องการหลักฐานเหล่านี้ในการส่งเงิน

เสื้อผ้า : ควรซื้อจากเมืองไทย เพราะราคาถูก และทันสมัยกว่าเสื้อผ้าในประเทศออสเตรเลียมาก ควรเอาเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ต้องรีด เช่น เสี้อยืด กางเกงยีนส์ สำหรับนักศึกษาหญิง ควรเตรียมชุดชั้นในให้เพียงพอ เพราะมักพบปัญหาเรื่องขนาดไม่พอดีสำหรับคนไทย

เสื้อกันหนาว : ควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวที่สามารถกันลมได้ไปด้วย ยิ่งถ้าต้องไปอยู่ในเมืองที่มีอากาศค่อนข้างหนาว เช่น Melbourne Canberra หรือ Hobart หรือต้องเดินทางไปออสเตรเลียในช่วงฤดูหนาว ระหว่าง กรกฎาคม-กันยายน นอกจากนี้ควรเตรียมเสื้อผ้าสำหรับงานที่เป็นทางการ หรืองานวัฒนธรรมชุดสูทหรือชุดราตรีสักชุด สำหรับ นักเรียนมัธยมความสวมใส่เครื่องแบบตามที่โรงเรียนกำหนด

ตำรา : ไทย-อังกฤษ, อังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษ หรือ Talking Dictionary และควรนำตำราไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และอุปกรณ์เครื่องเขียนแบบเรียน และเครื่องคิดเลขไปด้วย

ของใช้ส่วนตัว: ควรเตรียมของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวันไปอย่างเพียงพอในช่วงแรก เช่น สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนหนวด ผ้าอนามัย เครื่องสำอาง ฯลฯ

เงินสด : รัฐบาลออสเตรเลียอุนญาตให้ผู้เดินทางเข้าประเทศออสเตรเลียพกพาเงินสดในทุกรูปแบบติดตัวเข้าประเทศออสเตรเลียได้ไม่เกิน A$ 10,000 โดยไม่ต้องสำแดง แต่เพื่อความปลอดภัย นักศึกษาควรนำเงินสดติดตัวประมาณ A$ 1,500-3,000 ที่เหลือให้ทำเป็น Bank draft สั่งจ่ายชื่อนักศึกษาเอง หรือ Traveler Cheque หรือใช้ระบบเบิกเงินสดจากบัตร ATM หรือบัตรเครดิตเมื่อเดินทางไปถึง แต่นักศึกษาต้องเสียอัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่เบิก

ยาประจำตัว : ในกรณีที่จำเป็นต้องมียาติดตัวประจำควรให้แพทย์เขียนฉลากชื่อยาให้ชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษ หรือออกใบรับรองแพทย์

เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย


thai.wunderground.com time and date.com อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
เรียนต่อต่างประเทศ ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่ออังกฤษ ศึกษาต่ออังกฤษ เรียนต่อออสเตรเลีย ศึกษาต่อออสเตรเลีย เรียนต่ออเมริกา ศึกษาต่ออเมริกา
โครงการ Aupair โครงการ Work and Travel Internship อเมริกา